Live Aid มหกรรมคอนเสิร์ตสองทวีปที่รวมพลคนดนตรีได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์

Live Aid

มันคือภาพประวัติศาสตร์ในปี 1985 ซึ่งไม่มีใครคิดว่าจะได้เห็น การรวมตัวของวงดนตรี 58 วงที่ขึ้นเล่นกันยาว 16 ชั่วโมง ถ่ายทอดสดไปทั่วโลกผ่านดาวเทียม 13 ดวง จากเวทีหลักสองแห่งที่อยู่คนละทวีป เพื่อช่วยแก้ปัญหาความอดอยากล้มตายที่เกิดขึ้นในทวีปที่สามทางซีกโลกใต้

มันคือแผนการใหญ่เกินจินตนาการ โดยเฉพาะเมื่อคิดว่ามันเกิดขึ้นด้วยการพึ่งพาของเทคโนโลยีที่มีอยู่เมื่อ 30 ปีก่อน แต่มันก็เกิดขึ้นได้จริงในที่สุด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเบื้องหลังการทํางานจะเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายเกินจินตนาการเพียงใด

Live Aid

Live Aid

นี่คือสิ่งที่ทําให้สารคดี Live Aid (2010) ที่แพร่ภาพทางช่อง BBC TWO ของสหราชอาณาจักรชิ้นนี้น่าสนใจ บทสัมภาษณ์คนผู้อยู่ทั้งเบื้องหน้าและ เบื้องหลังซึ่งนําเสนอผ่านสารคดีความยาว 2 ตอน ในชื่อ Against ALL Odds และ Rockin’ ALL Over The World คือบันทึกเหตุการณ์ที่น่าจะมีค่าที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์วงการดนตรี รวมถึงบทเรียนที่บอกกับเราทุกคนว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็ก สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือการเริ่มต้น

Bob Geldof

มันเริ่มต้นจากภาพข่าวที่นําเสนอเรื่องราวความอดอยากล้มตายของเด็กๆชาวเอธิโอเปียทางสถานีโทรทัศน์ BBC ของสหราชอาณาจักร ภาพที่เห็นนั้นโหดร้ายมากพอที่จะทําให้ บ็อบ เกลดอฟ นักดนตรีชาวไอริช หัวหน้าวง Boomtown Rats บอกกับตัวเองว่าเขาต้องลุกขึ้นมาทําอะไรสักอย่าง กลายเป็นจุดตั้งต้นของการชวนเพื่อนศิลปินมาร่วมกันอัดเพลง Do They Know It’s Christmas? ที่เขาแต่งขึ้นเพื่อนําซิงเกิ้ลออกขายในเทศกาลคริสต์มาสของปี 1984 และระดมเงินทุนเพื่อส่งไปช่วยเด็กชาวเอธิโอเปีย

เพลงที่อัดโดยการรวมตัวเฉพาะกิจของเหล่าศิลปินภายใต้ชื่อ Band Aid และมีบ็อบ เกลดอฟ กับ มิดจ์ ยูเรเพื่อนของเขาเป็นตัวตั้งตัวตีนี้ทํารายได้ เกินจากที่ตั้งเป้าไว้อย่างไม่เห็นฝุ่น แต่แน่นอนว่าเมื่อกลายเป็นความสนใจ มันก็ต้องมาพร้อมกับคําวิจารณ์ทั้งในด้านบวกและด้านลบ เช่นเดียวกับตัวของบ็อบ ในฐานะศิลปินที่เพียงต้องการทําอะไรสักอย่างเพื่อช่วยชีวิตเด็ก ชาวเอธิโอเปีย เปลี่ยนผ่านไปเป็นภาพลักษณ์ของนักการกุศล 

แน่นอนว่าเขาเองก็รับมือไม่ถูกกับภาพลักษณ์ใหม่นี้ แต่มันก็คงไม่ต่างจากการขึ้นขี่หลังเสือ เขาได้รับเชิญให้ไปแอฟริกา และทําตัวไม่ถูกเมื่อมีขบวนต้อนรับราวกับเป็นสมาชิกราชวงศ์ ภาพในสารคดีบอกกับเราอย่างชัดเจนว่าเขาไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้าไปหาเด็กๆ

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งที่ได้ไปเห็นกับตา บวกกับการได้สัมผัสพื้นที่จริงๆ ทําให้เขารู้ว่าปัญหาใหญ่ของความอดอยาก ก็คือหนี้สินที่ประเทศในแอฟริกามีต่อรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้ว และการระดมทุนอย่างเดียวนั้นไม่ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เท่ากับการส่งเสียงบางอย่างให้รัฐบาลของประเทศ “เจ้าหนี้” เหล่านั้นได้ยิน

เป็นบอย จอร์จ ผู้ชวนศิลปิน Band Aid ขึ้นเวทีพร้อมกับร้องเพลง Do They Know Its Christmas? ปิดท้ายคอนเสิร์ตกับวง Culture Club ของเขาที่เวมบลีย์ ที่เสนอไอเดียให้บ็อบริเริ่มแผนการครั้งใหม่อีกครั้งและมันก็ยิ่งใหญ่มาก แน่นอนว่าในฐานะศิลปิน ไม่มีเวทีใดจะส่งเสียงดังได้เท่ากับเวทีคอนเสิร์ต ที่บรรจุผู้เข้าชมอยู่เต็ม และไม่มีเวทีใดจะดีไปกว่าเวมบลีย์สเตเดียม บ็อบรู้ดีว่าถ้าจะส่งเสียงให้ดังก้องโลก ลําพังเกาะอังกฤษก็อาจยังไม่พอ เขาต้องการอเมริกาด้วย

นั่นคือที่มาของความคิดในการจัดคอนเสิร์ตเวทีคู่ ที่เป็นไม่ต่างจากการ หลอมรวมศิลปะ เทคโนโลยี และจิตวิญญาณเข้าด้วยกันเพื่อมนุษยชาติ บนเวมบลีย์สเตเดียมในลอนดอนที่จุคนได้กว่าเจ็ดหมื่น และจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ สเตเดียมในฟิลาเดลเฟียที่จุได้ถึงหนึ่งแสนคน และกําหนดวันจัดงานไว้ในวันที่ 13 กรกฎาคม 1985

เมื่อคิดการใหญ่ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เรื่องราวระหว่างทางจะเข้มข้นเพียงใด สิ่งสําคัญคือทําอย่างไรจะรวมเอาศิลปินมาขึ้นเวทีได้ น่าเสียดายว่าไม่มีการเก็บสถิติจํานวนครั้งที่บ็อบต้องยกหูโทรศัพท์ ประสาทเสีย และสบถ คําว่า F*ck ออกมา

Mick Jagger & Tina Turner Live Aid

หนึ่งเดือนก่อนวันแสดง บ็อบเปิดแถลงข่าว ณ เวมบลีย์ เขาเรียกความสนใจของสาธารณชนได้เป็นอย่างดี ด้วยการร่ายตัวอย่างชื่อศิลปินที่จะขึ้นเวที ก่อนที่ทีมงานจะต้องรับโทรศัพท์กันว่นวายหลังจากนั้น เมื่อศิลปินต่างโวยวายว่าได้ตอบตกลงไปตั้งแต่เมื่อใด หนึ่งในศิลปินที่บ็อบต้องการให้ขึ้นเวทีอย่างมากก็คือ มิก แจ็กเกอร์ เขาทําสําเร็จและมิกตกลงร่วมแสดงในที่สุด เรื่องราวเจ๋งๆก็เกิดขึ้น

จะเป็นใครถ้าไม่ใช่ศิลปินผู้เป็นที่สุดของความล้ำอย่าง เดวิด โบวี ที่เกิด ความคิดว่า เขาอยากจะขึ้นแสดงร่วมกับมิกโดยอยู่กันคนละเวที อย่าลืมว่า ในปี 1985 โลกยังไม่เคยเห็นเทคโนโลยีอย่างโฮโลกราฟี แต่ก็ไม่มีใครสงสัย ในจินตนาการของเดวิด ผู้นําเสนอภาพใหม่ให้กับโลกดนตรีและศิลปะมาโดยตลอด เสียดายก็แต่ว่า หลังจากความพยายามถึงที่สุดของมิวสิกเอ็นจิเนียร์ มันยังเกิดขึ้นไม่ได้จริงในวันนั้น

ความคิดในการทําอะไรร่วมกันของทั้งเดวิดและมิกลงเอยเป็นมิวสิกวิดีโอ เพลง Dancing in the Street เพลงฮิตจากค่ายโมทาวน์ในยุค 1960 ที่ทั้งคู่ นํามาร้องใหม่ และเมื่อได้รับการแพร่ภาพ มันก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทําให้ ศิลปินใหญ่รายอื่นเรียงแถวกันเข้ามาอยู่ในลิสต์ที่จะขึ้นแสดงบนเวทีของบ็อบได้ไม่ยากอีกต่อไป

มันเป็นค่ำคืนอันยาวนาน ก่อนวันแสดงบ็อบถูกปลุกด้วยเสียงโทรศัพท์ตอนตีสอง ที่แจ้งเขาว่า U2 ต้องการถอนตัวจากคอนเสิร์ต แต่คอนเสิร์ตก็เกิดขึ้นได้ในที่สุด มันเริ่มต้นในตอนเที่ยงที่ลอนดอน และจบลงในเวลาห้าทุ่มที่ฟิลาเดลเฟีย นั่นคือตีสี่ของลอนดอน ไม่นับคอนเสิร์ตและกิจกรรมน้อยใหญ่ที่จัดขึ้นในอีกหลายเมืองทั่วโลก ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ยักษ์ที่มีเวทีอยู่คนละทวีปนี้ท้าทายวงการสื่อขนาดใหญ่ โดยมีสถานีโทรทัศน์ BBC รับหน้าที่แม่ข่ายในยุโรปและ ABC ในอเมริกา

queen-live-aid

ด้วยความยาวกว่า 16 ชั่วโมง ภาพที่บันทึกไว้ทั้งในความทรงจําและผ่านสื่อในรูปแบบต่างๆจึงมีอยู่มากมาย นอกเหนือจากความขลุกขลัก เสียงหาย ไมค์ตก การถ่ายทอดสดข้ามทวีปไม่ไปซึ่งมีอยู่ประปราย ภาพประทับใจนั้นมีอยู่มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นศิลปินวง “ควีน” ที่ทุกสื่อต่างพูดเป็นเสียงเดียวว่าขโมยซีนไปอย่างสุดๆด้วยการแสดงเต็มที่ราวกับเป็นคอนเสิร์ตของตัวเองซึ่งจะถูกจารึกไว้ตลอดกาล รวมถึงการจองเวลาที่ดีที่สุดตอนหกโมงเย็น และการส่งซาวนด์เอนจิเนียร์ของวงไปเพิ่มระดับเสียงให้ดังกว่าปกติ เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครลืมความตื่นเต้นตอนที่เห็น ฟิล คอลลินส์ ขึ้นเวทีทั้งสองแห่ง (ขึ้นเวทีที่ลอนดอนแล้วจับเครื่องต่อไปขึ้นอีกเวทีที่ฟิลาเดลเฟียได้ทันเวลา)

We Are The World

คอนเสิร์ตในตํานานนี้ปิดฉากลงด้วยเพลง Do They Know It’s Christmas? ที่เวมบลีย์ และเพลง We Are The World ของทางกลุ่มศิลปินฝั่งอเมริกาที่รวมตัวกันบ้างภายใต้ชื่อ USA for Africa เพลงที่ไม่มีใครไม่รู้จักนี้แต่งโดยไมเคิล แจ็กสัน และไลโอเนล ริชชี และปล่อยออกมาหลังจาก Do They Know it’s Christmas? ไม่นาน

แน่นอนว่าคอนเสิร์ตนี้ระดมทุนได้อย่างมหาศาล ชาวเอธิโอเปียได้รับการช่วยเหลือไม่มากก็น้อยจากการรวมพลังของดนตรี เช่นเดียวกับที่คนดนตรี หลายคนก็ได้ประโยชน์ อย่างน้อยก็พื้นที่ในการแสดงออกที่เพิ่มระดับความ นิยมให้กับพวกเขา เช่นเดียวกับเสียงวิจารณ์และความกังขาที่ตามมาเป็น ของคู่กัน

บ็อบ เกลดอฟ ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวิน เขากลายเป็นเซอร์บ็อบ เกลดอฟ ศิลปินที่ทํางานด้านสิทธิมนุษยชนมาตลอดหลังจากนั้น นี่คือเรื่องราวที่เริ่มต้นจากข่าวเพียงชิ้นเดียวทางหน้าจอโทรทัศน์ชั่วขณะเล็กๆที่ลงท้ายกลายเป็นเหตุการณ์สําคัญที่เราอยากเล่าให้คนรุ่นต่อไปฟัง

ไม่ว่าดนตรีจะเปลี่ยนโลกได้หรือไม่ มันก็ได้เปลี่ยนหัวใจของเราทุกคนไปแล้ว

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet