เพ่งมองโลกแห่งประวัติศาสตร์ ผ่านสีฟ้า ขาว และทอง

เพ่งมองโลกแห่งประวัติศาสตร์ ผ่านสีฟ้า ขาว และทอง

รู้หรือไม่ว่าสีฟ้าเคยมีราคาแพงกว่าทองคํา สีทองคือนวัตกรรมความปลอมอันยิ่งใหญ่ และสีขาวคือประวัติศาสตร์อันดํามืด

เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยสีสัน จนบางทีเราอาจไม่รู้ว่าสีแต่ละสีนั้นมีความหมายและความสําคัญเพียงใด สีอาจส่งผลต่ออารมณ์ของเราในแต่ละชั่วขณะ พอๆกับที่มันส่งผลต่อประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

นี่คือเรื่องราวที่เล่าผ่านสารคดีความยาว 3 ตอนในชื่อ A History of Art in Three Colours แพร่ภาพทางช่อง BBC Four ของสหราชอาณาจักรในปี 2012 โดยมีเจมส์ ฟอกซ์ นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวอังกฤษเป็นผู้ดําเนินเรื่อง มันไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ศิลปะ แต่เป็นประวัติศาสตร์ของโลก ที่เล่าผ่านสี 3 สี ที่อาจมีความสําคัญไม่น้อยไปกว่าแม่สี

นั่นคือ “ทอง” ตัวแทนของอํานาจและความมั่งคั่ง “ขาว” ตัวแทนของความบริสุทธิ์และดํามืด และ “ฟ้า” ตัวแทนของจินตนาการและความจริง

Holy Blue

Holy Blue

เราจะเริ่มจากสีฟ้า (หรือสีน้ำเงิน) กันก่อน เพราะจินตนาการหรือความฝันมักเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเปิดพื้นที่ให้กับความคิด เรานึกถึงอะไรเป็นอย่างแรกเมื่อพูดถึงสีฟ้า คําตอบส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นท้องฟ้าหรือท้องทะเลหรืออาจรวมไปถึงเส้นขอบฟ้าที่ตัดและหลอมรวม ท้องฟ้ากับท้องทะเลเข้าด้วยกัน สีฟ้าอันแจ่มชัดแม้ให้ความรู้สึกเป็นมิตร แต่เมื่อเอื้อมมือออกไปจับคว้าก็ไม่มีวันเอื้อมถึง ไขว่คว้าไปมีแต่มวลอากาศว่างเปล่า กอบน้ำขึ้นมาได้แต่ก็ ไม่มีสีฟ้าติดขึ้นมาด้วย

เพราะจับคว้าไว้ไม่ได้ มันจึงเป็นสีแห่งจินตนาการอยู่อย่างนั้น ราวกับเป็นอีกโลกหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป ไม่แปลกที่มันจะถูกใช้เพื่อแต่งแต้มจินตนาการแห่งสรวงสวรรค์ ตัวแทนของพระผู้สร้างที่เราจะเห็นเมื่อมองขึ้นไปยังเพดานในโบสถ์ของชาวคริสต์ ดังนั้น สีฟ้าจึงถือเป็นสีสําคัญสําหรับศิลปะตะวันตก แต่นั่นก็หลังจากที่พวกเขามีสีฟ้าใช้กันแล้ว นับจากวันที่เรือลําเลียงลําแรกนําก้อนหินสีฟ้าจัดจากดินแดนที่เป็นประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบันมาสู่ท่าเรือในเมืองเวนิส เมื่อราวหนึ่งพันปีก่อน

แต่หากย้อนกลับไปก่อนหน้าที่หินสีฟ้านี้จะมาถึงเวนิส มันก็แทบไม่เคยมีการใช้สีฟ้าอย่างจริงจังมาก่อนในศิลปะตะวันตก จะมีบ้างก็เป็นเพียงการใช้สีฟ้าที่มาจากการผสมจากสีอื่นและใช้อย่างอ่อนๆเพียงนิดหน่อยเท่านั้น การมาถึงของก้อนหินสีฟ้าจากแดนไกลจึงเป็นสิ่งที่จะเปลี่ยนหน้าตาของศิลปะตะวันตกไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อชาวตะวันตกค้นพบวิธีในการสกัดผงสีจากหินสีฟ้านี้ และเปลี่ยนมันเป็นสีฟ้าเข้มที่ให้สีสว่างแจ่มชัดอย่างที่โลกไม่เคยมีได้ พวกเขาก็มีสวรรค์ให้พระเจ้าได้มองลงมายังโลกมนุษย์นับแต่นั้น

สีฟ้ากลายเป็นสีศักดิ์สิทธิ์ ตามมาด้วยความคิดของคริสตจักรที่จะควบคุม การใช้งานของมัน และนํามาสู่การจํากัดจํานวนสีฟ้าที่มีขายในท้องตลาด เมื่อบวกกับการที่มันเป็นสีที่ต้องนําเข้าจากแดนไกล จนถึงจุดหนึ่ง สีฟ้าก็กลายเป็นสินค้าที่มีราคาแพงกว่าทอง ในศตวรรษที่ 14 มีการออกกฎหมายห้ามไม่ให้ประชาชนสวมใส่เสื้อผ้าที่ย้อมสีฟ้า ยกเว้นคนผู้เดียวที่จะใส่ได้ นั่นคือ Mother of God หรือพระแม่มารีย์นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะทําให้ศิลปะที่มีสีฟ้ายิ่งมีค่าสูงขึ้นไปอีก ภาพวาด แม่พระและพระบุตร (Madonna and Child) โดยศิลปินหลายราย จึงกลาย เป็นศิลปะที่มีค่าด้วยประวัติศาสตร์ในตัวมันเอง มันคือประวัติศาสตร์ของจินตนาการ ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะเปลี่ยนจินตนาการให้เป็นความจริง หรือไม่อย่างนั้นก็เปิดโอกาสให้เรามองความจริงในมุมมองใหม่ เมื่อยานอพอลโล 8 ทะยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศในปี 1968 และเหยียบลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของวิลเลียม แอนเดอร์ส นักบินอวกาศแห่งยานอพอลโล 8 นี้ก็คือความมหัศจรรย์ซึ่งจะเปลี่ยนมุมมองของมนุษย์ที่มีต่อสีฟ้าไปตลอดกาล โชคดีที่เขาไม่เพียงเก็บความประทับใจนั้นไว้คนเดียว แต่ยังถ่ายภาพนั้นกลับมาให้เราทุกคนได้เห็นด้วย

มันคือภาพในชื่อ Earthrise ที่มีความหมายตรงตัวตามชั่วขณะที่สายตามองเห็นโลกกําลังขึ้น (เหมือนเวลาที่เราเห็นพระจันทร์ขึ้น) โลกรูปทรงสีฟ้า ซึ่งขับด้วยสีดําจัดของอวกาศอันเป็นพื้นหลัง บอกให้รู้ว่าแท้จริงแล้ว สีฟ้าก็คือสีของดาวเคราะห์ซึ่งได้แก่โลกของเรานี้เอง ตั้งแต่นั้นมาลูกโลกของเราก็มีสีฟ้าเป็นหลัก สีฟ้าจึงไม่ใช่ความศักดิ์สิทธิ์ หรือจินตนาการที่อยู่ไกลโพ้นจนเอื้อมไม่ถึง หากเป็นความจริงที่ติดอยู่กับเราทุกคน

Pure White

White

มุสโสลินีไม่เพียงต้องการสร้างโรมใหม่ เขาฝันถึงการสร้างโลกใหม่ที่ขาว บริสุทธิ์ และหมดจด แต่เขาลืมคิดไปว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ไม่รู้จะบอกว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ความปรารถนาของเขาไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อสงครามสิ้นสุดลงเสียก่อนและเขาคือผู้พ่ายแพ้ จนถึงทุกวันนี้เราก็ยังคงมองสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ และหลงลืมด้านมืดของมันไป ในบางครั้งในอีกด้าน สีขาวก็อาจไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ใดเหลืออยู่มากไปกว่าการเป็นเครื่องมือของนักโฆษณาที่ต้องการสร้างยอดขายให้กับผงซักฟอกหรือผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่ง

เรื่องน่าสนใจคือบทจบของสารคดีตอนนี้ที่พาเรานั่งลงข้างๆอนุสาวรีย์สร้างจากหินอ่อนสีขาวที่เคยเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์นั้น และเมื่อเราลองมองมันให้ดี งานที่สร้างจากสีขาวทุกชิ้นจะมีริ้วรอยและตําหนิปนอยู่ ซึ่งเราจะเห็นมันได้ชัดกว่าสีอื่นโดยเฉพาะเมื่อผ่านวันเวลาบอกให้เห็นความจริงที่ว่า สีขาว ก็คือสัญลักษณ์ของโลกที่ไม่มีความหมดจดได้อย่างแท้จริงต่างหาก ขึ้นอยู่กับเราว่าอยากกักขังความจริง หรืออยากมองเห็นความงามตามที่เป็นจริง

Immortal Gold

Immortal Gold

เรื่องราวพาเรามาถึงสีที่เป็นตัวแทนของความงามอันเป็นอมตะ ความมั่งคั่ง และพลังอํานาจ ซึ่งก็คือสีทองนั่นเอง สารคดีตอนที่ว่าด้วยสีทองนี้เปิดตัวในห้องเก็บทองของธนาคารกลางอังกฤษที่ภายในบรรจุไว้ด้วยทองคํามูลค่าแท่งละครึ่งล้านปอนด์จํานวน 65,000 แท่ง มันคือทองคําที่มีความบริสุทธิ์ 99.999% แต่ประวัติศาสตร์ที่ย้อนหลังไปได้ราวไม่สิ้นสุดซึ่งบอกถึงความหลงใหลของเราที่มีต่อทอง อาจมีค่าที่ประเมินไม่ได้กว่านั้น

เป็นเวลาหลายพันปีที่มนุษย์ใช้ทองเป็นเครื่องหมายของความพิเศษสุด โดยเฉพาะในงานศิลปะที่พระเจ้าหรือผู้มีอํานาจอย่างพระราชาจะถูกแทนค่า ด้วยวัสดุอย่างทอง นั่นเป็นเพราะทองทําให้เรานึกถึงพระอาทิตย์ ผู้เป็นพลัง ของทุกอย่างบนโลกใบนี้ และที่สําคัญคือเป็นอมตะ ง่ายที่สุดหากเราจะย้อนกลับไปยังจักรวรรดิอียิปต์ ซึ่งมีทองเป็นสัญลักษณ์ความเป็นอมตะที่ว่านั้น การค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมน ในปี 1922 ถือเป็นการขุดค้นทางโบราณคดีที่สําคัญที่สุดครั้งหนึ่งของโลก หากไม่นับข้าวของที่ถูกฝังอยู่กับพระศพกว่า 5,000 ชิ้น ซึ่งรวมถึงเครื่องใช้ ทุกชิ้นซึ่งทําจากทองคํา สิ่งที่กลายเป็นสมบัติล้ำค่าของอียิปต์มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากมัมมี่หรือพระศพแล้วก็คือโลงศพที่สร้างจากทองคําหนัก 110 กิโลกรัม และหน้ากากปิดหน้าซึ่งแน่นอนว่าทําจากทองคําเช่นกัน

นอกเหนือจากอํานาจที่จะทําให้ฟาโรห์กลายเป็นอมตะ ความอมตะของทองยังเป็นเคล็ดลับแห่งความงามของคลีโอพัตรา ผู้ทรงสวมหน้ากากทองคําในยามบรรทม ไม่ใช่เรื่องปราศจากเหตุผลที่ทองจะถูกมองเป็นสัญลักษณ์แห่งความอมตะ เพราะทองก็คือธาตุที่มีคุณสมบัติตามนั้นอย่างแท้จริง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานหรือสั่งสมคราบไคลสักเท่าไร หากเราลองขัดถูมันดู เราก็จะได้ทองที่มีลักษณะเหมือนวันแรกไม่เปลี่ยนแปลง นั่นเพราะมันคือโลหะที่ไม่ทําปฏิกิริยากับอ็อกซิเจน และจะไม่เปลี่ยนสีหรือเกิดสนิมเมื่อสัมผัสอากาศ ทองจึงยังคงเป็นทองอยู่วันยังค่ำ เช่นเดียวกับคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่ส่งผลให้ทองถูกนํามาใช้ในอุตสาหกรรมความงามอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

ความอมตะที่เป็นสุดยอดความปรารถนาของมนุษย์ ได้เปลี่ยนทองให้เป็นอํานาจ และเป็นอํานาจที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับโลกตลอดมา

เรื่องน่าสนใจกว่านั้นคือตอนที่วิทยาศาสตร์เล่นสนุกกับทอง ย้อนหลังไปในศตวรรษที่ 19 เมืองเบอร์มิงแฮมของอังกฤษในตอนนั้นถือว่าเป็นเมืองแห่งการประดิษฐ์คิดค้นและการจดสิทธิบัตรของโลก อันสืบเนื่องมาจากการ ปฏิวัติอุตสาหกรรม และเป็นจอร์จ เอลคิงตัน หนึ่งในนักจดสิทธิบัตรที่ใช้ เวทมนตร์ในการเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นทอง

วันหนึ่งในปี 1844 เอลคิงตันมีโอกาสได้รับเสด็จเจ้าชายอัลเบิร์ต พระราชสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ซึ่งต้องการชมเวทมนตร์อันเป็นที่โจษจันด้วยพระเนตรของพระองค์เอง และเอลคิงตันได้แสดงการเปลี่ยนดอกกุหลาบให้เป็นทองด้วยการนํามันชุบลงไปในของเหลว ซึ่งก็คือเทคนิคการชุบโลหะด้วยไฟฟ้าที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

แต่มันไม่ใช่เวลาที่จะเบือนหน้าหนี “ของปลอม” แบบที่เราจะทํากันในวันนี้ สําหรับวันนั้น การเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นทองได้ในโลกที่ทอง คือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งซึ่งเคยมีอยู่อย่างจํากัด ในวันที่ชนชั้นกลางกําลังผลิบาน จึงหมายถึงการเปิดพื้นที่ในการเติมเต็มให้กับผู้คนในวงกว้างขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด ด้วยเครื่องประดับ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ที่ทําจากทองชุบนี้

เรื่องราวพาเรากลับมาที่ห้องเก็บทองของธนาคารกลางอังกฤษ ซึ่งต่างจากโกดังเก็บสินค้าทั่วไปเพราะสินค้าที่มันเก็บเอาไว้ และทําให้เราอดถามไม่ได้ว่า นอกเหนือจากการเป็นหลักฐานแห่งความมั่งคั่งและเครื่องค้ำประกัน ฐานะการเงินของชาติในปัจจุบันแล้ว สําหรับเราแต่ละคน ทองคืออะไร?

ไม่ต่างจากคําถามที่เรามีต่อสีขาวและฟ้าว่าอะไรคือความหมายที่แท้จริง และอะไรคือภาพลวงตาในมายาแห่งสัญลักษณ์ หนึ่งในความเป็นจริงที่เราเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้าในตอนกลางวัน เพราะแสงจากดวงอาทิตย์เดินทางผ่านชั้นบรรยากาศของโลกเป็นระยะทางสั้นกว่าตอนเช้าหรือเย็น และทํามุมชันกับพื้นโลก อุปสรรคกีดขวางน้อย รังสีคลื่นสั้น (ม่วง คราม และน้ำเงิน) มีความยาวคลื่นเล็กกว่าโมเลกุลของอากาศจึงกระเจิงในท้องฟ้าได้หลายทิศทาง ทําให้เรามองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า

สนับสนุนโดย ufabet