A Bite of China สารคดีที่ถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติสู่อาหารจีนในชีวิตประจำวัน

A Bite of China

น่นอนว่า อาหาร คือเครื่องโปรโมตวัฒนธรรมที่ดีที่สุดตลอดกาล เป็นอภิมหาซอฟต์พาวเวอร์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่สําหรับสารคดีที่มีหัวเรื่องเป็นอาหารการกินของจีน มันไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการโปรโมตวัฒนธรรม แต่ยังเป็นการประกาศความเป็นเจ้าของ ให้โลกรู้ว่าทุกอย่างเริ่มต้นที่นั่น

A Bite of China

A Bite of China

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทําให้สารคดี A Bite of China (2012) เป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน ก็คือภาพที่สวยจนลืมหายใจ แทบไม่มีใครอยากเชื่อว่านี่คือสารคดีที่ผลิตโดยสถานี CCTV (China Central Television) ของรัฐบาลจีนที่เคยมีภาพลักษณ์น่าเบื่อและล้าสมัย โดยเฉพาะสําหรับประชาชนชาวจีนเอง เพราะมีพื้นที่กว้างใหญ่ หากจะทําสารคดีเกี่ยวกับอาหาร จะเป็นใครไปได้หากไม่ใช่ CCTV ที่มีทรัพยากรมากพอในการผลิตด้วยภาพสวยคมชัด บวกกับการเล่าเรื่องที่เรียบง่ายทว่าน่าติดตามอย่าง ประหลาด เมื่อสารคดีชิ้นนี้แพร่ภาพ มันจึงกลายเป็นความตื่นเต้นทั้งของโลกที่อยู่ข้างนอกและแม้แต่กับชาวจีนด้วยกัน โดยเฉพาะชาวจีนรุ่นใหม่ผู้เคยกดรีโมตหนี CCTV นั่นเอง

โอลิเวอร์ ธริง นักเขียนบทความด้านอาหาร ถึงกับบอกว่านี่อาจเป็นรายการเกี่ยวกับอาหารที่ดีที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น ในบทความที่เผยแพร่ทางสํานักข่าวเดอะการ์เดียนของอังกฤษ บางทีมันอาจเป็นมนตร์วิเศษในการนําเสนอเรื่องราวและชีวิตเรียบง่าย ที่ทําให้เรารู้สึกมีส่วนร่วมผ่านภาพอันงดงาม ในขณะเดียวกันมันก็ทําให้เราซึมซับโดยไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีนี้มีรากฐานมาจากไหน

บางที นี่อาจเป็นการอวดอ้างความยิ่งใหญ่ในแบบถ่อมตน อย่างที่จีนเองก็รู้ดีว่าสิ่งที่ทําให้ประเทศนี้ทรงพลังอย่างไร้เทียมทานในโลกวันนี้ไม่ใช่อะไรเลย นอกจากการมีมวลชนกว่าพันล้านคนเป็นกองกําลัง 

มันไม่ใช่ภาพอาหารฮ่องเต้ แต่เป็นภาพอาหารการกินของคนธรรมดากว่าพันล้านคน ด้วยการออกอากาศถึง 7 ตอนในปีแรก สารคดีเรื่องนี้พาเราไปทําความรู้จักกับวัตถุดิบหลากหลายที่จีนมีไปเรื่อยๆ แต่ความหลากหลายในที่นี้ไม่ได้ทําให้เรารู้สึกตื่นเต้นกับการรู้จักสิ่งใหม่มากเท่ากับรู้สึกตื่นใจว่าทุกอย่างมีต้นกําเนิดที่นั่น

ภาพแรกเริ่มต้นจากเทือกเขาสูงในเขตแชงกรีลาของมณฑลยูนนานกับแม่และลูกสาวที่ต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อขึ้นเขาไปหาเห็ดสน ซึ่งขึ้นได้ดีในสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าสน และสภาพภูมิอากาศหนาวจัดปราศจากมลพิษ คําว่าขึ้นได้ดีหมายถึงโอกาสในการเจอเห็ดหนึ่งดอกในพื้นที่หนึ่งตาราง กิโลเมตร

แต่ราคาของมันก็คุ้มค่ากับการเหน็ดเหนื่อย เมื่อลงจากเขาพวกเขาจะนําเห็ดที่หาได้ไปต่อคิวขายให้กับผู้ที่มารอรับซื้อ ซึ่งมีการแบ่งเกรดของเห็ดสนนี้ไว้ถึง 48 เกรด (แยกตั้งแต่คนเก็บมาเลย) โดยเห็ดที่อยู่ได้ราวสามวันจะถูกนําไปแปรรูปอย่างเร็วที่สุด และภายใน 6 ชั่วโมง เห็ดที่มีราคาราวกิโลกรัมละ 80 หยวนนี้จะไปโผล่ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตกลางกรุงโตเกียว และมีราคาขายราวกิโลกรัมละ 700 หยวน เรารู้จักมันในชื่อเห็ดชิตะเกะ ซึ่งเมื่อลองดมดูก็จะได้กลิ่นสนหอมชัด

A Bite of China

ตลอดความยาวของสารคดีตอนละเกือบชั่วโมงคือการพาเราไปรู้จักกับ อาหารและชีวิตแบบนี้ซ้ำๆ จากเห็ดสนในแชงกรีลา ไปหาหน่อไม้ในเจ้อเจียง ขาหมูที่หมักเกลือท้องถิ่นในตัวเต็งที่มีลายไขมันสวยงาม รากบัวจากโคลนใต้ทะเลสาบฉางเจียงในมณฑลหูเป่ยทางตอนกลาง ไปจนถึงปลาใหญ่ที่จับด้วยการวางอวนขนาดยักษ์ใต้แผ่นน้ำแข็งในทะเลสาบฉากัน ห่างขึ้นไปอีกเป็นพันกิโลเมตรทางตอนเหนือ ซึ่งจะส่งไปทําโรตีหัวปลายังภัตตาคารในปักกิ่ง

การประมงที่ต้องทําในฤดูหนาวเมื่อทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็งและปลาอยู่นิ่งนี้ จะไม่มีปลาเล็กติดอวนขึ้นมา เพราะถือเป็นกฎเหล็กมาหลายชั่วอายุคนที่ต้องใช้อวนตาห่าง แต่นั่นยังไม่เท่ากับความจริงที่ว่าในทุกๆวันแรกของปี พวกเขาจะปล่อยลูกปลา 2.5 แสนกิโลกรัมลงไปในทะเลสาบ เพื่อเฝ้ารอผลตอบแทนในอีก 5 ปีข้างหน้า

นี่เป็นตัวอย่างเพียงเล็กน้อยที่ยังไม่จบตอนแรกดีด้วยซ้ำ สิ่งสวยงามก็คือผู้ชมจะได้เห็น “ชีวิต” ที่หมุนรอบวัตถุดิบธรรมชาติในทําเลต่างๆไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการหาหรือใช้วัตถุดิบที่ธรรมชาติมอบให้นี้ โดยเฉพาะการนํา วัตถุดิบมาปรุงตามแบบฉบับของท้องถิ่น แววตาเมื่อบรรยายถึงอาหารของพวกเขา ไปจนถึงกฏในการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติที่จะมอบของขวัญกลับคืนให้พวกเขาไม่รู้จบ

A Bite of China

จากธรรมชาติสู่ชีวิตประจําวัน สิ่งที่น่าสนใจที่สุดที่ทําให้สารคดีนี้เชื่อมโยงกับผู้ชม ทั้งที่เป็นชาวจีนและไม่ใช่ อาจเป็นภาพ “แป้ง” ส่วนประกอบหลักของอาหารในทุกท้องถิ่น และทุกวัฒนธรรม ที่จะถูกนําไปสร้างสรรค์เป็นอาหารแบบต่างๆ ด้วยพื้นที่กว้างใหญ่ซึ่งประกอบด้วยสภาพภูมิประเทศและวัฒนธรรมท้องถิ่นหลากหลายราวกับเป็นโลกอีกใบหนึ่งในตัวเอง แป้งจึงสามารถเป็นซาลาเปา เส้นก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ไปจนถึงโรตีและเค้กที่ทําจากข้าว ซึ่งพวกเขาจะกินมันทุกวัน (หรือทุกมื้อ)

A Bite of China

แต่สิ่งที่ทำให้อดรู้สึกสนุกไม่ได้ก็คือ การบอกแบบไม่บอกว่าอาหารที่เป็นหน้าเป็นตาของวัฒนธรรมใกล้เคียง ล้วนแล้วแต่มีต้นกําเนิดจากผืนดินจีน ไม่ว่าจะเป็นเต้าหูหรือซอสถั่วเหลืองที่ทําให้ชาวตะวันตกนึกถึงญี่ปุ่น หรือที่ชัดมากก็คือกิมจิในมณฑลจี๋หลินที่มีอาณาเขตติดต่อกับคาบสมุทรเกาหลี เช่นเดียวกับการบอกว่าจีนคือความเป็นหนึ่งเดียว ภาพความแรงของไฟ เทคนิคการใช้มีด และอาหารพร้อมควันฉุยที่ถ่ายด้วยกล้องคุณภาพสูง บวกกับการเล่าเรื่องและตัดต่ออันไร้ที่ติ เมื่อสารคดีพาเราไปพบกับหม้อดินเผาและวิถีการปรุงอาหารของทิเบต เช่นเดียวกับภาพร้านอาหารในฮ่องกงและไต้หวันที่แทรกไว้ในตอนอื่นๆ

คนจีนเชื่อว่าอาหารอร่อยคือเครื่องตอบแทนความเหนื่อยยาก ไม่ว่านั่น จะทําให้เรานึกไปถึงภาพร้านอาหารที่เต็มไปด้วยผู้คนล้อมโต๊ะใหญ่ขนาดใหญ่ หรือในครอบครัวซึ่งก็จะมีคนล้อมอยู่เต็มโต๊ะ สารคดีจึงพาเราไปสัมผัสกับ “รสทั้งห้า” ซึ่งชาวจีนเชื่อว่าต้องมีให้ครบ นั่นก็คือรสหวาน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด และรสสุดท้ายที่พวกเขาเรียกว่า “ความสุข”

ไม่ต่างจากญี่ปุ่นที่เชื่อว่าพวกเขามีของขวัญจากภูเขาและของขวัญจากทะเล ชาวจีนก็พูดว่า “ใกล้เขากินเขา ใกล้ทะเลกินทะเล” ไม่เพียงแต่หาวัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น และไม่ต่างจากวัฒนธรรมทั่วโลก ถิ่นที่อยู่นั่นเองที่เป็นตัวกําหนดว่าพวกเขาจะกินอยู่หรือประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจกันอย่างไร คําว่าวัฒนธรรม หรือ Culture มีรากศัพท์ ภาษาละตินว่า Colere ซึ่งหมายถึงการเลี้ยงสัตว์ (Tend) หรือเพาะปลูก (Cultivate) จีนจึงมีพื้นที่สําหรับปลูกข้าวเหนียว ข้าวเจ้า เลี้ยงสัตว์ ทําประมง ในแหล่งน้ำ หรือในแถบชายฝั่งทะเล ไม่ต่างจากวัฒนธรรมอื่น

และนั่นคือวัฒนธรรมในภาพรวมซึ่งไม่ต่างจากบทสรุปในตอนสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าวเหนียวกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันบริเวณแถบเขาสูงในมณฑลกุ้ยโจวที่มีข้าวท้องถิ่นเป็นร้อยพันธุ์ หรือการปลูกพืชสวนครัว บนดาดฟ้าของชายชาวปักกิ่ง ตามความเชื่อดั้งเดิมในวัฒนธรรมจีนที่บอก ให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะผืนดินของพวกเขา ดั่งสุภาษิตที่ว่า “ที่ใดมีความอุดมสมบูรณ์ ที่นั่นย่อมมีการเกื้อกูลของฟ้าและมนุษย์”

แม้ภาพและเรื่องราวอันงดงามจะไม่ทําให้เราลืมตั้งคําถามถึงความจริงที่ว่า สังคมจีนที่เปลี่ยนแปลงจะเปลี่ยนภาพนั้นไปอย่างไร เมื่อสารปนเปื้อนที่ถูกทิ้งลงแหล่งน้ำและมลพิษทางอากาศกําลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่อาจไม่จํากัดอยู่ในเขตเมืองของจีนเท่านั้นอีกต่อไปแล้ว ธรรมชาติจะมอบของขวัญนี้ให้กับพวกเขาไปอีกนานเพียงใด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่านี่คือการใช้พลังทางวัฒนธรรมอันฉลาดล้ำด้วยการไม่ยัดเยียด หากปล่อยให้ผู้ชมท่องไหลไปตามควันหอมฉุยเหนือกระทะ ปืนขึ้นภูเขาสูงตามไปเก็บเห็ดสนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง สัมผัสความอบอุ่นของเทศกาลที่หมายถึงการรวมตัวของครอบครัวชาวจีนบนโต๊ะอาหารมื้อใหญ่ มันไม่เพียงทําให้เราที่อยู่ข้างนอกรู้สึกว่าอาหารจีนบ้านๆที่เรารู้จักดีนั้นมีความพิเศษกว่าที่เคย แต่มันทําให้ชาวจีนในเมืองใหญ่พร้อมใจกันบอกว่าพวกเขาคิดถึงครอบครัวและถิ่นฐานเพียงใด เมื่อได้ดูสารคดีชิ้นนี้

เมื่อใดที่เราเริ่มคิดถึง เมื่อนั้นเราก็เริ่มหวงแหน อาหารการกินไม่ได้เป็นเพียงเครื่องโปรโมตวัฒนธรรม แต่มันคือวัฒนธรรมในตัวมันเอง ดูเหมือนว่ารัฐบาลจีนยุคใหม่ค้นพบวิธีการสร้างความเชื่อที่ไปไกลกว่าโฆษณาชวนเชื่อของเหมา เจ๋อตุง แทนการใช้สารอันทรงพลังที่กระตุ้นความรู้สึกฮึกเหิม พวกเขากลับขับกล่อมผู้คนด้วยสุนทรียภาพ เรียบราบแต่แยบยล และทําให้เราพร้อมจะ “เชื่อ” โดยไม่ถูกขัดจังหวะด้วยความสงสัยอันใดเลย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet