John G. Morris ช่างภาพสงครามชื่อดังกับความจริงเบื้องหลังรูปถ่าย

john g. morris

“ความรู้สึกของผมที่มีต่อปี 1945 ก็คือ สื่อทําให้โลกนี้ผิดหวังในการสื่อถึงระเบิดปรมาณูด้วยภาพก้อนเมฆรูปเห็ด (Mushroom cloud) แทนที่จะสื่อถึงมันในแง่ของอาวุธเลวร้ายอย่างที่มันเป็น” ไม่มีเหตุผลเลยที่จะไม่ดูสารคดีชิ้นนี้ นอกจากเรื่องราวอันทรงคุณค่า มันคือสารคดีบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่ง ความย้อนแย้งก็คือมันเป็นภาพโหดร้ายที่งดงาม และนั่นไม่น่าจะต่างกับเรื่องที่สารคดีนี้อยากจะบอกเรา

เพราะมันคือสารคดีที่ถ่ายทอดเรื่องราวและชีวิตของ จอห์น จี. มอร์ริส (John G. Morris) บรรณาธิการภาพผู้มีบทบาทในการบันทึกเรื่องราวของศตวรรษที่ 20

Get the Picture (2013)

สารคดีเรื่องนี้มีชื่อว่า Get the Picture (2013) ผลิตและเผยแพร่โดย Content Media Corporation จะบอกว่าตลอดชีวิตการทํางานของจอห์นคือสงครามก็คงไม่ผิด ไล่ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเขาทํางานให้กับนิตยสารไลฟ์ สงครามเย็น สงครามเวียดนาม และภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ในฐานะบรรณาธิการภาพ เขาได้ทํางานกับช่างภาพชั้นยอดมากมาย หากไล่เรียงสังกัดที่เขาเคยอยู่ มันก็หมายถึงเหล่าช่างภาพอันดับหนึ่งของโลก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะมีภาพที่ผ่านสายตาของเขามากมายเพียงใด แต่โปรด สงสัยเถิดว่า การตัดสินใจของเขาที่จะนําภาพไหนมาลงนั้น มีผลกับการมองโลกของเราทุกคนอย่างไร “ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ภาพก็คือบทสรุปที่จะอยู่ตลอดไป” นั่นคือสิ่งที่จอห์นบอกกับเรา

มันคือยุคที่ยังไม่มีโทรทัศน์ และนิตยสารไลฟ์เป็นไม่ต่างจากโทรทัศน์ เพราะนิตยสารดังกล่าวนําเสนอเรื่องราวโดยมี “ภาพ” เป็นหัวใจสําคัญ และจอห์นเริ่มต้นชีวิตการทํางานของเขาในปี 1939 ด้วยการเป็นพนักงานของนิตยสารซึ่งในยุคนั้นมียอดขายหลายล้านฉบับต่อสัปดาห์หัวนี้นั่นคือปีเดียวกับที่เขาแต่งงานครั้งแรก และเป็นปีเดียวกับที่สงครามโลกครั้งที่สองอุบัติขึ้น

เมื่อภรรยาของเขาตั้งครรภ์ จอห์นย้ายมาประจําการอยู่ในฮอลลีวู้ด ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นเวทีและความบันเทิงเพื่อให้เกียรติแก่ผู้ออกรบและสร้างสปิริตในช่วงสงคราม แต่ในเวลาที่เขากําลังจะฉลองวันเกิดกับภรรยา ซึ่งกําลังอบขนมเค้ก วิทยุรายงานข่าวกองทัพญี่ปุ่นเข้าโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ สงครามมาถึงบ้านแล้ว จอห์นต้องเริ่มรวบรวมช่างภาพ และชีวิตการทํางานที่แท้จริงเริ่มขึ้นนับจากวันนั้น อย่าลืมว่าสงครามไม่ได้หมายถึงการต่อสู้ในสนามรบเท่านั้น แต่หมายถึงทุกชีวิตที่ถูกกระทบโดยผลพวงของสงครามด้วย อย่างภาพการเคลื่อนย้ายชาวญี่ปุ่นที่มาตั้งรกรากกันอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีฐานะไม่ต่างจากเชลยสงครามในเวลานั้น

การเดินทางไปทํางานในค่ายกักกันชาวญี่ปุ่น ทําให้เขาได้เห็นภาพความยากลําบากของเด็กๆที่ต้องรับผลกระทบจากความขัดแย้งที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ซึ่งเขาเองก็สูญเสียลูกสาวคนแรกไปในช่วงเวลานี้เช่นกัน

“ภาพ” ชีวิตของคนอื่น และของตนเอง ผ่านเข้ามาในชีวิตพร้อมๆกันตลอดระยะเวลาการทํางานอันยาวนาน ไคลแมกซ์ของการทํางานให้กับไลฟ์ของจอห์นก็คือเหตุการณ์ยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี หรือที่เรียกกันว่าวันดีเดย์ เขามีช่างภาพ 6 คน (มีเพียงคนเดียวที่เคยทําข่าวสงคราม) กับลูกทีมอีก 4 คนในออฟฟิศที่ลอนดอน ซึ่งเขาประจําการอยู่ตอนนั้น และเดดไลน์อันกระชั้นชิดที่ถูกกําหนดไว้ว่า เขาจะต้องได้มาซึ่งภาพที่ตีพิมพ์ได้ แต่เมื่อฟิล์ม 4 ม้วนมาถึงมือจอห์นในที่สุด มันก็เป็นฟิล์มที่ยับเยินและใช้การไม่ได้เกือบทั้งหมด

Robert Capa

โชคดีว่ายังมีภาพเหลืออยู่ 11 ภาพท้ายฟิล์มม้วนหนึ่ง และนั่นทําให้ชาวอเมริกันได้เห็นภาพจากนอร์มังดี ซึ่งถ่ายโดย โรเบิร์ต คาปา บนนิตยสาร ไลฟ์ก่อนใคร โรเบิร์ต คาปา หรือที่จอห์นเรียกเขาว่าบ็อบ ก็คือช่างภาพสงคราม ในตํานาน ผู้มีคติประจําใจว่า หากภาพยังไม่ดีพอก็แปลว่ายังเข้าไปไม่ใกล้พอ

สงครามไม่เพียงคร่าชีวิตของผู้ถืออาวุธและเหยื่อ หากยังคร่าชีวิตของผู้สังเกตการณ์ที่ต้องการทําหน้าที่สื่อให้เห็นความจริงอยู่บ่อยครั้ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตลอดชีวิตการทํางานอันยาวนานของจอห์น เขาต้องเจอกับความสูญเสียใกล้ตัวมากเพียงใด เมื่อคนที่เขาทํางานด้วยเป็นหลักก็คือช่างภาพผู้ต้องเข้าไปใกล้เหตุการณ์เพื่อทําหน้าที่ให้ดีที่สุดเหล่านั้น เช่นเดียวกับภาพอีกนับไม่ถ้วนที่โลกจะไม่มีวันได้เห็น บนประเด็นทางด้านอารมณ์ความรู้สึก รวมถึงจริยธรรม

การเป็นบรรณาธิการภาพ ไม่ได้หมายความเพียงแค่การแจกจ่ายงานให้กับช่างภาพแล้วนั่งรอเลือกภาพอยู่ที่ออฟฟิศ ในหลายครั้งมันคือการที่เขาจะติดไปกับช่างภาพและผู้สื่อข่าวในสนามจริงด้วย อย่างจอห์นเองก็ใช้ชีวิต หนึ่งเดือนเต็มอยู่ในสนามรบที่นอร์มังดี

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แนวโน้มที่สื่อเองจะตกเป็นเป้าหมายในสนามรบนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ และสารคดีชิ้นนี้ให้ความสําคัญกับประเด็นนี้ด้วยไม่น้อย นั่นรวมถึงการสัมภาษณ์หัวหน้าข่าวต่างประเทศรุ่นใหญ่ของสํานักข่าว CNN อย่างคริสเตียน อามันพัวร์ (ใครที่เคยเปิดดูช่อง CNN ต้องเคยเห็นเธอแน่ๆ) โดยเธอให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า ในสมัยก่อนคู่สงครามจะมองสื่อเป็นผู้สังเกตการณ์ที่มีความเป็นกลาง และเป็นผู้นําสารของพวกเขาออกมาให้โลกรู้ แต่ในปัจจุบันกลายเป็นว่าสื่อกลับเป็นเป้าหมายของการโจมตีมากขึ้น เพราะคู่สงครามไม่ต้องการให้เรื่องราวหลุดออกไปข้างนอก (ไม่ว่าจะนอกพื้นที่ หรือนอกประเทศ)

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นนับจากต้นทศวรรษ 1990 หลังจากกําแพงเบอร์ลินล่มสลาย และมีความขัดแย้งมากมายในพื้นที่ที่เคยอยู่ในสหภาพโซเวียตเก่า ข้อมูลน่าตกใจก็คือ ในจํานวนสื่อที่เสียชีวิตในปี 2011 ร้อยละ 46 ไม่ได้ เสียชีวิตในสนามรบ แต่พวกเขาถูกฆาตกรรม

ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่า สื่อเองก็เริ่มมีอิทธิพลในการสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบในสงคราม หรือแม้กระทั่งกําหนดวาระของตนเองในการชี้นําความคิดเห็นของสาธารณะ หรืออาจถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายในหลายกรณี ดังนั้น การที่สื่อเริ่มเพี้ยนจากความเป็นกลาง ทําให้ทุกคนตั้งคําถามกลับถึงคําว่าฐานันดรที่สี่ ซึ่งมอบให้สื่อในฐานะที่พึ่งของประชาชนในการรับรู้ความจริง

เรื่องน่าสนใจอีกอย่างก็คือความจริงที่ว่า ช่างภาพสงครามส่วนใหญ่นั้นเป็นนักต่อต้านสงคราม ซึ่งจอห์นบอกว่ามันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะสงคราม จะยิ่งน่าเกลียดเข้าไปอีกเมื่อมองในระยะใกล้ และช่างภาพสงครามนั้นยิ่งต้องใกล้กว่าผู้สื่อข่าวเสียอีก นั่นคือสิ่งที่จอห์นบอกกับผู้ชมสารคดีชิ้นนี้

ในฐานะบรรณาธิการผู้ต้องอยู่กับกองภาพถ่ายสงคราม ไม่ต้องสงสัย เลยว่าเขาเองก็เป็นนักต่อต้านสงครามตัวยงเช่นกัน 

เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่ส่งผลกับจิตใจของจอห์นไม่น้อย น่าจะเป็น ระเบิดปรมาณูสองลูกนั้น ในตอนนั้น จอห์นได้รับมอบหมายให้ทําหน้าที่บรรณาธิการภาพสําหรับนิตยสารอิมแพกต์ของเพนตากอน และสิ่งที่เพนตากอนต้องการก็คือภาพความสําเร็จของ “โครงการแมนฮัตตัน” ชื่อเรียกโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อันยิ่งใหญ่ของพวกเขา โดยเฉพาะอํานาจในการทําลายล้าง อันหมายถึงประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณของโครงการนี้ “สิ่งที่เลวร้ายก็คือ แทนที่มันจะช็อกชาวอเมริกัน แต่พวกเขากลับยอมรับสิ่งนี้ว่าเป็นความจําเป็น”

สารคดีไม่ได้บอกเราว่านี้หรือเปล่าที่เป็นสาเหตุให้จอห์นเปลี่ยนงาน หลังสงครามสิ้นสุด แต่สิ่งที่เรารู้ก็คือ เขามีงานใหม่เป็นบรรณาธิการภาพให้กับ เลดี้ส์โฮม นิตยสารผู้หญิงหัวแถวของอเมริกาในตอนนั้น เขามีความสุขกับการหยิบจับคัดเลือกภาพชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงอาหารการกินของผู้คนธรรมดา เมื่อเข้าสู่ยุคของสงครามเย็น การได้ภาพหญิงชาวนารัสเซีย ผู้อาศัยอยู่หลังม่านเหล็ก และอยู่อีกฟากหนึ่งของโลกอุดมการณ์มาขึ้นปก ก็คือความภาคภูมิใจของเขา

แม้ความอ่อนไหวทางการเมืองจะทําให้ตัวนิตยสารไม่กล้าโปรโมตปกนี้ แต่เมื่อออกวางจําหน่าย มันก็ขายหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว “ผมเชื่อว่าผู้คนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข หากพวกเขามีโอกาสได้ทําความรู้จักกัน ผมคือจอมอุดมคติในเรื่องนี้ และผมยอมรับ” นั่นคือสิ่งที่จอห์นบอกกับเรา

จากเลดี้ส์โฮม ความตื่นเต้นครั้งใหม่ของจอห์นก็คือแมกนั่มโฟโต้ การรวมตัวกันในทางธุรกิจของช่างภาพชั้นนําซึ่งเขารู้จักเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ทุกคน แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือ บ็อบ คาปา ผู้ชวนจอห์นมาร่วมงานในฐานะบรรณาธิการอาวุโสคนแรกและคนเดียวที่แมกนั่มเคยมี นั่นเป็นเวลาไม่นานเลยก่อนที่คาปาจะเหยียบกับระเบิด และเสียชีวิตลงระหว่างการเก็บภาพในสงครามอินโดจีน

หากเปรียบชีวิตเป็นบทละคร เดอะนิวยอร์กไทม์สก็คืออีกบทสําคัญที่จอห์นได้รับ มันคือข้อเสนอที่เดินมาเคาะประตูในปี 1967 และแน่นอนว่าทําให้จอห์น ตื่นเต้นอย่างมาก ในฐานะสื่อสิ่งพิมพ์ที่ทรงพลังที่สุด สิ่งที่ปรากฏอยู่บนปก เดอะนิวยอร์กไทม์สในแต่ละวัน จะส่งอิทธิพลต่อสื่อทั่วโลกอย่างไม่ต้องสงสัย ความเป็นกลางกลายเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดสําหรับพวกเขา

แน่นอนว่าการทํางานในฐานะบรรณาธิการภาพของเดอะนิวยอร์กไทม์ส เป็นทั้งความทรงจําที่งดงามและเจ็บปวด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความเป็นสื่อทรงอิทธิพล เครือข่ายช่างภาพรุ่นใหญ่ในมือ และประสบการณ์ของจอห์นเอง จะทําให้เขาต้องรับมือกับภาพที่ส่งตรงจากสงครามเวียดนาม ซึ่งปะทุอยู่ในเวลานั้นมากเพียงใด แต่ที่แน่ๆ สงครามเวียดนามเองก็เป็นเครื่องบอกให้เรารู้ว่า การสื่อสารด้วยภาพถ่ายนั้นมีผลอย่างมากต่ออารมณ์ความรู้สึก รวมถึงความคิดที่ชาวอเมริกันมีต่อเรื่องดังกล่าว เป็นเรา เราจะเลือกเชื่ออะไร ระหว่างสิ่งที่นักการเมืองและรัฐบาลพยายามจะบอกกับภาพที่มีคนเอามาให้ดู

แต่บางครั้ง ภาพที่เราเห็นก็เป็น “ภาพนิ่ง” ที่ไม่ได้บอกกล่าวความจริง ทั้งหมด ภาพถ่ายโดยเอ็ดดี้ อดัมส์ ซึ่งจับภาพผู้บัญชาการตํารวจของสาธารณรัฐที่คู่รักชาวปารีสเคยทําด้วย “ผมอายุ 93 ในตอนที่ตกหลุมรักเธอซึ่งมีอายุ 84 ถึงตอนนี้เราใช้ชีวิตร่วมกันกว่าปีแล้ว และมันเป็นเรื่องวิเศษ ถ้าผมทําได้ ถ้าเราทําได้ ทําไมทุกคนถึงจะทําไม่ได้”

บางที ถ้าชีวิตนี้ได้เป็นประจักษ์พยานแห่งการพลัดพรากมามากพอ ความรักจึงเป็นเรื่องวิเศษที่งดงามในตัวมันเองที่สุดแล้ว

สนับสนุนโดย ufabet