บทบาทของอาหารสามมื้อที่มีต่อสังคมและวัฒนธรรม

English Full breakfast

อังกฤษอาจมีทุกอย่างที่ขึ้นชื่อก็จริง แต่ต้องยกเว้นเรื่องอาหารเอาไว้หน่อยล่ะ เพราะอาหารของพวกเขามีภาพลักษณ์ในสายตาคนส่วนใหญ่เป็นความน่าเบื่อที่แสนจะจืดชืด มันอาจไม่จริงเสียทั้งหมด เพราะในขณะที่พวกเขานําปลาลงไปทอด และนําทุกอย่างที่เหลือเข้าไปอบลูกเดียว หากลองเปลี่ยนจากการมองอาหารแต่ละจานเป็นวัฒนธรรมอาหารแต่ละแบบ อย่างเช่นวัฒนธรรมชายามบ่าย หรือวัฒนธรรมการกินอาหารเช้าแบบ Full breakfast มันก็ฟังดูน่าสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว

กลิ่นสโคนเริ่มหอมโชยแตะจมูก ภาพการละเลียดอาหารเช้าที่ละสองชั่วโมงแบบคนมีอันจะกินเริ่มเข้ามาปรากฏ มีเรื่องราวน่าค้นหามากมายรออยู่ตรงหน้า แต่จะเป็นอย่างไรหากบอกว่า ย้อนหลังกลับไปแค่ราวสามร้อยปี ภาษาอังกฤษยังไม่เคยมีคําว่า “อาหารกลางวัน” เสียด้วยซ้ำ

A People’s History Breakfast, Lunch and Dinner

ในขณะที่ภาพลักษณ์ของอาหารอังกฤษคือความไร้รสชาติ ประวัติศาสตร์ “การกิน” ของพวกเขานั้นสนุกอย่างยิ่ง มันคือสารคดีที่แพร่ภาพทางช่อง BBC Four ของสหราชอาณาจักร A People’s History Breakfast, Lunch and Dinner (2012) ที่มีเชฟและพิธีกรชื่อดังอย่างแคลริสสา ไรท์ (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) เป็นผู้พาไปสํารวจประวัติศาสตร์การกินของชาวอังกฤษ

โดยสารคดีนี้แบ่งออกเป็น 3 ตอน แน่นอนว่ามันคือตอนที่ว่าด้วย อาหารเช้า อาหารกลางวัน และอาหารเย็น ความน่าสนใจอยู่ตรงที่เราจะพบข้อมูลใหม่ที่เราไม่เคยรู้ เราจะเจอเหตุผลของสิ่งที่เราเคยรู้แต่ไม่เคยถาม และเราจะพบบทสรุปว่าอาหารแต่ละมื้อนั้นมีบทบาทอย่างไรในเชิงสังคมวัฒนธรรม ไม่เพียงแต่เฉพาะกับวัฒนธรรมอังกฤษ เพราะเราก็ต่างรู้ดีว่าวัฒนธรรมอังกฤษมีบทบาทต่อวัฒนธรรมโลกและวัฒนธรรมเรามากเพียงใด

ที่แน่ๆ ลืมแนวคิดเรื่องอาหาร 3 มื้อที่เราอาจนึกว่ามันถูกกําหนดมาอย่างนั้นตั้งแต่วันสร้างโลกได้เลย เพราะความจริงก็คือ อาหารเช้าแบบอังกฤษที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนั้น ไม่เคยเป็นที่นิยมจนเข้าสู่ยุควิกตอเรีย ส่วนดินเนอร์ที่แปลว่าอาหารเย็นในปัจจุบัน เคยใช้เรียกอาหารมื้อระหว่างวันที่ถือเป็นมือหลัก อาจมีการกินซัปเปอร์ก่อนเข้านอนในตอนพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารที่เหลือมาจากตอนกลางวัน

ในสมัยก่อนนั้น อุปกรณ์ให้แสงสว่างอย่างเทียนไขหรือตะเกียงน้ำมันนั้นมีราคาแพง การทํากิจกรรมไม่ว่าจะการงานหรือการกินในยามค่ำคืนจึงเป็น เรื่องลําบาก เมื่อแสงสุดท้ายของวันมาถึง นั่นจึงหมายถึงเวลาเข้านอน เว้นก็ แต่คนที่ต้องทํางานยามค่ำคืนหรือผู้คนในรั้วในวัง ซึ่งมีปัญญาจุดเทียนไข หรือตะเกียงมากเท่าที่อยากจะทํา

Continental breakfast

ในขณะที่อาหารเช้าแบบภาคพื้นทวีปยุโรปหรือ Continental breakfast ในปัจจุบันจะมีเพียงขนมปัง ซีเรียล และน้ำผลไม้เป็นหลัก อาหารเช้าแบบ อังกฤษที่เรียกว่า Full breakfast หรือ English breakfast จะมีเนื้อสัตว์ อย่างเบคอนหรือไส้กรอก รวมถึงไข่ มะเขือเทศ และถั่ว เพิ่มเข้ามา หากเอาแบบเต็มที่ก็จะมีปลาเสิร์ฟอยู่ด้วย ไม่น่าแปลกหากหลายคนจะแยกความ แตกต่างระหว่างอาหารเช้าสองแบบว่าเป็นแบบ “อิ่ม” กับแบบ “ไม่อิ่ม”

ที่มาของอาหารเช้าแบบอิ่มนี้ ต้องย้อนกลับไปที่วัฒนธรรมการล่าสัตว์ของผู้ดีอังกฤษ ในหลายครั้งการออกไปล่าสัตว์จะกินเวลาหลายวัน เมื่อกลับมายังบ้านพักในชนบทของเหล่าชนชั้นสูงนี้ อาหารมื้อแรกของวันจึงกลายเป็นมหกรรมเพิ่มพลังด้วยอาหารนานาชนิด ก่อนจะกลายมาเป็น Full breakfast ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในยุควิกตอเรีย ที่ผู้คนจะใช้เวลาอ้อยอิ่งอยู่กับโต๊ะอาหารในยามเช้าอย่างที่บรรยายไว้ในนิยายของเจน ออสเตน

Cereal Breakfast

ก่อนที่ จอห์น เคลล์ล็อกก์ นายแพทย์ผู้เคร่งครัดศาสนาชาวอเมริกัน ซึ่งพยายามจะโปรโมตความเป็นมังสวิรัติ จะคิดค้นวิธีการผลิตซีเรียลให้เป็น อาหารเช้าที่ดีต่อสุขภาพสําหรับทุกคน และน้องชายของเขาจะนํามันออกขายทั่วโลกในเวลาต่อมา ซีเรียลกลายเป็นอาหารเช้าสําหรับทุกคนได้จริงในที่สุด มันข้ามฝั่งมายังเกาะอังกฤษ และได้รับความนิยมแทนข้าวโอ๊ตที่กินอยู่เดิม และเด็กๆชื่นชอบมันเพราะเต็มไปด้วยน้ำตาล

หากอาหารเช้าของอังกฤษพัฒนามาจากธรรมเนียมการล่าสัตว์ของชนชั้นสูง อาหารกลางวันของพวกเขาก็พัฒนามาจากชนชั้นแรงงานในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ในปัจจุบัน คนอังกฤษใช้เวลากินอาหารกลางวันเฉลี่ยคนละ 12.49 นาที และบางคนก็กินโดยไม่ได้สนใจอาหารของตนเลยด้วยซ้ำ 

Sandwich Breakfast

มันต้องเป็นอาหารที่กินง่ายและในเวลารวดเร็ว นั่นคือที่มาของความนิยมในการกิน แซนด์วิช ของชาวอังกฤษ ซึ่งจริงๆแล้วมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 และได้รับการยอมรับในความสะดวกเพราะสามารถถือกินมือเดียวได้ โดยบางคนเชื่อว่าจุดเริ่มต้นมาจากการต้องใช้อีกมือหนึ่งเล่นพนัน บ้างเชื่อว่าอีกมือหนึ่งเอาไว้อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะอย่างไร แซนด์วิช ก็กลายเป็นมื้อกลางวันของชนชั้นแรงงานเมื่อสองร้อยปีก่อน และเป็นอาหารกลางวันยอดนิยมสําหรับการใช้เวลา 12.49 นาทีถือกินสําหรับวันนี้ มันสําคัญขนาดที่ต้องมีการจัดประกวดการสร้างสรรค์แซนด์วิชกันอย่างจริงจัง โดยแซนด์วิชที่คนอังกฤษยังชื่นชอบกันมากที่สุดก็คือ แซนด์วิชไก่งวงแบบคลาสสิก

Emglish Dinner

ตรงข้ามกับความเร่งด่วนของอาหารกลางวัน อาหารเย็นหรือดินเนอร์ ในวัฒนธรรมอังกฤษนั้นกลับเป็นเครื่องมือในการอวดโอ้ความมั่งคั่งอย่างเต็มตัว เนื้อกวางอบที่เสิร์ฟภายใต้แป้งพายซึ่งตกแต่งเป็นลวดลายอ่อนช้อยรูปกวาง กับจานสลัดที่เต็มไปด้วยถั่ว “นําเข้า” หลากชนิด เป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆบนโต๊ะอาหารที่จะเสิร์ฟกันในแบบคอร์สเมนู ซึ่งอาจมีตั้งแต่ 6 เมนู ไปจนถึง 12 เมนู และใช้เวลายาวนานกว่าที่มันจะสิ้นสุด พร้อมๆกับอาหาร งานเลี้ยงดินเนอร์ก็คือการแสดงออกถึงรสนิยมทางด้านแฟชั่นของผู้เข้าร่วมรับประทาน เครื่องใช้อย่างภาชนะเงินที่ใช้เสิร์ฟอาหาร ไปจนถึงเชิงเทียนหรูหราที่นํามาประดับประดาโต๊ะอาหารมากกว่ารสชาติของอาหาร ดินเนอร์ในยุควิกตอเรียจึงทําหน้าที่หลักในเชิงสังคม มันคือที่ที่สุภาพบุรุษชาวอังกฤษจะพบกับภรรยาในอนาคต แม่สามีจะตามหาลูกสะใภ้ ตรวจสอบการใช้ส้อมและมารยาทในการเข้าสังคมของพวกเธอ

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับงานเลี้ยงดินเนอร์ของผู้ดีอังกฤษ ก็คือการเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมและสังคมเมือง ในวันที่ชนชั้นกลางเริ่มเรียนรู้ที่จะปรุงอาหารจากตํารา และปรุงแต่งด้วยเครื่องปรุงที่บรรจุอยู่ในขวด ผลลัพธ์ก็คือการเปลี่ยนผ่านของวัฒนธรรมอาหารการกิน

สารคดีความยาว 3 ตอนนี้ จบลงด้วยการพาไปสํารวจตลาดอาหารปรุงสําเร็จของอังกฤษ ที่ผู้ดําเนินรายการสารภาพตามตรงว่ามันไม่ถูกจริตเธอเอาเสียเลย ไม่ว่าจะอย่างไร สังคมอังกฤษในปัจจุบันก็ไม่ต่างจากสังคมในอีกหลาย พื้นที่ของโลก ซึ่งผู้คนเข้าถึงอาหารปรุงสดน้อยลง และพึ่งพาอาหารปรุงสําเร็จกันมากขึ้นในมื้อเย็น กินแซนด์วิชในมื้อกลางวัน และกินซีเรียลในมื้อเช้า เรามีเวลาน้อยลง ในโลกที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบายซึ่งควรจะเอื้อให้เรามีเวลามากขึ้น

สนับสนุนโดย ufabet