ทิศทางของ Fast fashion และเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงโลก

Chanel Runway

ในตอนที่โคโค่ ชาแนล กล่าวประโยคที่ว่า “แฟชั่นเปลี่ยนไป สไตล์คงอยู่ Fashions fade, style is eternal.” เธอคงไม่คิดว่าพลังของมันจะยังคงอยู่แม้ผ่านไปอีก 50 ปี 

ในทุกๆ ฤดูกาลเราอาจเห็นสีใหม่ คอลเล็กชั่นและสไตล์ใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ถึงแม้แฟชั่นจะขยับตัวเร็วมากขึ้นเท่าไร แนวคิดของเสื้อผ้าก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักใน 100 ปีที่ผ่านมา เครื่องนุ่งห่มยังห่มคลุมร่างกาย และแสดงออกถึงกฎเกณฑ์ทางสังคม ผ้ายังคงถูกปักด้วยเข็มและวางขายในร้านรวง

The Next Black

The Next Black (2014)

บทเปิดของสารคดี The Next Black (2014) ซึ่งผลิตโดย AEG ธุรกิจ อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติเยอรมัน ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างนั้น เป็นเวลาเนิ่นนานสําหรับวงการแฟชั่น ที่ สีดํา จะเป็นตัวแทนของความคลาสสิก และความถูกต้องในทุกสถานการณ์ เป็นสไตล์ซึ่ง “คงอยู่” ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไร เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนที่กําลังเปลี่ยนทุกอย่างนั่นรวมถึงการให้ความหมายใหม่ในการ “คงอยู่” ไม่ใช่ความคลาสสิกไร้กาลเวลาอันเป็นนามธรรม แต่คือความเป็นไปได้อันสดใหม่ และความยั่งยืนอันเป็นรูปธรรม นี่คือใจความของสารคดีที่พูดเรื่องอนาคตของเสื้อผ้าชิ้นนี้

LADY GAGA BUBBLE MACHINE

เรื่องมีอยู่ว่ามันเป็นสารคดีที่ดูสนุก ชุดปล่อยฟองสบู่ที่สวมใส่โดยเลดี้ กาก้า ตอนที่เธอเดินออกจากงาน iTunes Festival ซึ่งจัดขึ้นในลอนดอน เมื่อปี 2013 คือความสดใหม่ที่บอกกับเราว่าเทคโนโลยีทําให้การแต่งกายเป็นเรื่องสนุกได้เพียงใด ผู้ที่รังสรรค์ชุดสีขาวที่สามารถพ่นฟองสบู่ออกมารอบตัวนี้ก็คือ Studio XO ซึ่งโดดเด่นด้วยการนําเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สร้างสรรค์เครื่องแต่งกาย สตูดิโอที่อยู่ทางตอนเหนือของลอนดอนนี้จึงมีทั้งอุปกรณ์ตัดเย็บแบบดั้งเดิมอย่างเข็มและกรรไกร และมีอุปกรณ์ใหม่อย่างคอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้ในการเขียนโปรแกรมและเครื่องพิมพ์สามมิติที่ใช้ในการพิมพ์ผลงาน ชุดที่มีชื่อว่า Enemy ซึ่งเลดี้ กาก้า สวมใส่นี้พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติทั้งหมด มันไม่ใช่การพิมพ์ชุดออกมาแล้วนําเครื่องปล่อยฟองสบู่ใส่ไว้ข้างใน แต่เป็นการเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างกลไกในการเป่าของเหลวให้เป็นฟองสบู่อยู่ในชุดเอง

การออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้ากําลังรวมเข้ากับงานออกแบบวิศวกรรม และแน่นอนว่ามันจะเปลี่ยนวิถีการแต่งกายของเราในอนาคต ถึงแม้จะไม่ได้นําเสนอในสารคดีชิ้นนี้ แต่ผลงาน The Volantis ชุดบินได้ที่เลดี้ กาก้า สวมใส่เพื่อโปรโมตอัลบั้ม ARTPOP ในเวลาต่อมาก็เป็นงานจากสตูดิโอแห่งนี้เช่นเดียวกัน

นอกเหนือจากความเป็นไปได้ในการสร้างเสื้อผ้าตามแนวคิดใหม่ของ Studio XO แนวคิดการออกแบบเสื้อผ้าที่เริ่มเข้ามาอยู่ในชีวิตประจําวันของเราแล้ว ก็คือเสื้อผ้าอัจฉริยะที่เรียกว่า Smart clothes

Smart clothes

แนวคิดง่ายๆของเสื้อผ้าอัจฉริยะก็คือ อุปกรณ์สําหรับสวมใส่ที่เรียกว่า Wearable device นั้นไม่จําเป็นต้องเป็น “ส่วนเกิน” แต่มันควรจะ “ฝัง” อยู่ในเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ หรือแม้แต่ฝังในร่างกายของเราเลยทีเดียว ซึ่ง อาดิดาส (Adidas) คือหนึ่งในธุรกิจที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ โดยการทดลองเริ่มต้นขึ้นด้วยการชักชวนทีมฟุตบอลชั้นนําอย่างเอซี มิลาน มาทดสอบเสื้อผ้าอัจฉริยะ เพื่อทำการวัดสมรรถนะร่างกายในแต่ละขณะ ซึ่งทําให้ทีมรู้ว่าจะดึงศักยภาพของนักเตะออกมาได้สูงที่สุดอย่างไร

Smart clothes

จากเอซี มิลาน เสื้อผ้าอัจฉริยะของอาดิดาสถูกส่งไปทดลองใช้กับทีมชาติ เยอรมัน เม็กซิโก อาร์เจนติน่า โคลัมเบีย รวมถึงทีมฟุตบอลในลีกต่างๆที่อาดิดาสเป็นสปอนเซอร์ ความหมายของเรื่องนี้ก็คือ ธุรกิจชุดกีฬาจะไม่เป็นเพียงสปอนเซอร์ ผู้ให้การสนับสนุนด้านการเงินอีกต่อไป แต่การจับคู่สปอนเซอร์กับทีมจะทวีความสําคัญมากขึ้นอีกหลายเท่า เมื่อผลงานของทีมสะท้อนถึงระดับนวัตกรรมของเครื่องแต่งกาย และทั้งสองฝ่ายจะต้องทํางานร่วมกันอย่างจริงจัง

มันไม่ใช่ “ฝีแข้ง” อย่างเดียวอีกแล้ว แต่เป็น “ฝีผ้า” ด้วยที่จะพาทีมขึ้นไปชูถ้วยรางวัล จากเลดี้ กาก้า ถึงอาดิดาส อย่าเพิ่งคิดว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องไกลตัว เพราะกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังงานสร้างสรรค์รู้ดีว่าเป้าหมายสุดท้ายของพวกเขาก็คือเราแต่ละคน เทคโนโลยีที่เริ่มจากพรมแดงและสนามฟุตบอลจะถูกถ่ายโอนมาใช้กับเครื่องแต่งกายของลูกค้าที่อยู่หน้าทีวีและบนอัฒจันทร์ในที่สุด

BioCouture

แต่สิ่งที่ท้าทายขึ้นไปอีกระดับก็คือ การเปลี่ยนความคิดในการทําเสื้อผ้า ทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง แทนที่เราจะตัดเย็บเครื่องแต่งกายขึ้นจากผ้าสักผืน เราจะปลูกมันขึ้นแทนได้หรือไม่ นั่นคือจุดที่ชีววิทยาจะเข้ามามีบทบาทกับวงการแฟชั่น และเป็นวิธีคิดของ BioCouture สตูดิโอออกแบบที่เน้นการนําความรู้ด้านชีววิทยามาใช้กับงานสร้างสรรค์บนเกาะอังกฤษ บนปรัชญาว่าการอยู่กับธรรมชาติที่ดีที่สุด ไม่ใช่ความพยายามในการจัดการกับธรรมชาติ แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติต่างหาก

ชุดของเลดี้กาก้าที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์สามมิติยังต้องพึ่งพาวัสดุในการขึ้นรูป แต่การปลูกเนื้อผ้าขึ้นมาเองนั้น เริ่มจากแบคทีเรียหรือเชื้อราเล็กจิ๋วในถาดใส่ของเหลวที่อาจประกอบด้วยชาเขียว น้ำตาล กรดน้ำส้ม ไคติน ซึ่งเป็นโพลีเมอร์ชีวภาพ หรือเส้นใยโปรตีนอย่างไหม และรอให้มันขยายตัว ตามรูปทรงของภาชนะ

ลืมอุตสาหกรรมทอผ้าที่เต็มไปด้วยสารเคมีไปได้เลย การปลูกผ้าขึ้นจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ คือนวัตกรรมที่มีของเสียเท่ากับศูนย์ เนื้อผ้าที่ได้เมื่อนํามาสร้างลวดลายด้วยเลเซอร์คัต ยังกลายเป็นชุดที่มีดีไซน์สวยเก๋อีกต่างหาก นี่คือ สิ่งที่งอกงามจากความคิดที่จะเปลี่ยน บวกกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และ การใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างที่มันเป็น

แน่นอนว่ายิ่งสร้างของเสียได้น้อยลงเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใกล้ความยั่งยืนเท่านั้น นอกเหนือจากการปลูกผ้าขึ้นมาจากแบคทีเรียที่ละผืน การย้อมผ้าจํานวนมากโดยไม่ใช้น้ำแม้แต่หยดเดียวก็มีให้เห็นกันแล้วในเมืองไทยของเรานี่เอง

เป็นเวลานานหลังจากประโยคอมตะของชาแนล สิ่งที่แฟชั่นเครื่อง แต่งกายพาเราไปไกลแบบไม่ยั้ง ก็คือการสร้างของเสียตลอดกระบวนการผลิต โดยเฉพาะการปล่อยสารเคมีมหาศาลลงสู่แหล่งน้ำในแต่ละปี เนื่องจากการย้อมผ้าที่ใช้น้ำเป็นส่วนประกอบหลัก วิธีคิดเรียบง่ายในการแก้ปัญหานี้ก็คือ เป็นไปได้ไหมที่จะไม่ใช้น้ำแม้แต่หยดเดียวในการย้อมผ้า นี่คือจุดที่สารคดีพาเราไปเยี่ยมชมโรงงาน YEHGroup ในจังหวัดสมุทรสาคร

แม้จะอยู่ในระยะตั้งต้น แต่สิ่งที่โรงงานซึ่งผลิตผ้าเป็นล้านหลาในแต่ละปี แห่งนี้ทําได้แล้วก็คือ การย้อมผ้าโดยใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แทนน้ำ บวกกับการใช้พลังงานและสารเคมีเพียงร้อยละ 50 ของการย้อมผ้าตามปกติ แน่นอนว่าเป้าหมายก็คือร้อยละ 0 ความปรารถนาอันแรงกล้าของนักออกแบบกําลังจะสร้างอนาคตใหม่ ความรับผิดชอบของผู้ผลิตกําลังนําเสนอทางเลือกที่ดีกว่า

พาตาโกเนีย (Patagonia)

แต่ร้อยล้านเทคโนโลยีก็จะไร้ประโยชน์และความยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากซึ่งความใส่ใจของผู้บริโภค นั่นคือสิ่งที่ พาตาโกเนีย (Patagonia) ธุรกิจเครื่องแต่งกายที่ชัดเจน ในเรื่องความยั่งยืนมาโดยตลอดพยายามบอกกับเรา ในขณะที่คําว่า Black เมื่อใช้กับวงการแฟชั่นคือตัวเลือกที่ปลอดภัย และถูกต้องเสมอ และสารคดี The Next Black กําลังพาเราไปหาอนาคต ถูกต้องมากกว่าเดิม คําว่า Black Friday กลับถูกใช้แทนความบ้าคลั่งในการ บริโภค “ของถูก” ที่เริ่มต้นจากอเมริกา

มันคือวันแห่งการช้อปปิ้งของลดราคาหลังวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูช้อปปิ้งสําหรับเทศกาลคริสต์มาส แต่สําหรับพาตาโกเนียแล้ว โฆษณาทางโทรทัศน์สําหรับ Black Friday ของพวกเขา มีข้อความชัดเจน ที่บอกกับลูกค้าว่า “Don’t buy this jacket.” นั่นเพราะลูกค้าที่บ้าของลดราคาไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของพาตาโกเนีย แต่เป็นลูกค้าที่รู้อย่างชัดแจ้งว่าพวกเขาจะประหยัดสตางค์ได้มากกว่า หากซื้อของที่มีอายุใช้งานยาวนาน และซื้อน้อยกว่า ซึ่งคําว่าซื้อน้อยกว่า หมายความว่าซื้อเท่าที่จําเป็น

ดังนั้น สารของพาตาโกเนียที่แท้จริงก็คือ “Don’t buy this jacket if you don’t need it.”

นอกเหนือจากการสนับสนุนให้ลูกค้าซื้อเท่าที่จําเป็น พาตาโกเนีย ยังแนะนําให้ลูกค้าดูแลรักษาเสื้อผ้าของพวกเขาให้ดี รู้จักซ่อมแซม (มีชุดเข็มด้ายขนาดพกพาแถมไปกับสินค้า) หรือถ้าไม่ต้องการแล้วก็ขายต่อเพื่อให้เกิดการใช้งานซ้ำ หรือไม่อย่างนั้นก็นํามันไปรีไซเคิลตามคอนเซ็ปต์ Repairs, Returns & Recycling

นี่คือสิ่งที่จะไม่ได้เห็นในโลกของแฟชั่นด่วน ซึ่งหมุนรอบการกระตุ้น ให้ลูกค้าเปลี่ยนคอลเล็กชั่น ไม่ใช่ปีละแค่สองครั้งเหมือนแต่ก่อน หากเป็น เดือนละครั้ง หรืออาจจะถี่กว่านั้น จริงๆมันอาจไม่ใช่เรื่องกลุ่มเป้าหมายอะไรเลย เพราะพาตาโกเนียนั้นบอกกับเราอย่างชัดเจนเสมอมาว่า หากเราอยากมีโลกที่ยั่งยืนกว่านี้ ทั้งธุรกิจและผู้บริโภคจะต้องทํางานร่วมกัน ในการซื้อให้น้อยลงและใส่ใจให้มากขึ้น เพราะธุรกิจเองก็คงอยู่ได้ไม่นานในโลกที่ร้าวรานกว่านี้ และในขณะที่เราตั้งความหวังกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการนําพาโลกเข้าสู่ความยั่งยืน สิ่งที่เกิดขึ้นขนานกันไปก็คือการกลับไปหาวิถีเดิม

นอกจากพาตาโกเนียที่ทําให้เราหันกลับมาคิดถึงการซ่อมเสื้อผ้าอีกครั้ง คือชุมชนบนโลกออนไลน์ที่ชวนให้เราซ่อมแซมทุกอย่าง ด้วยการสร้างเว็บไซต์ที่เราจะใช้ร่วมกัน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันเรื่องราวของการ ซ่อมแซม ซึ่งกลับมาเป็นเรื่องของคนที่มีหัวคิดทันสมัยกว่า

ยืนยันด้วยว่า เมื่อเราลงมือซ่อมแซม เราก็จะเชื่อมโยงกับข้าวของของเรามากขึ้น ผูกพันและมีความเป็นเจ้าของมันมากขึ้น นี่จึงเป็นความอบอุ่นที่ไม่อาจหาได้จากวัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง

เรากําลังอยู่ ณ จุดเริ่มต้นของโลกแฟชั่นในนิยามใหม่ หากแนวคิดในการทําเสื้อผ้าไม่เคยเปลี่ยนมาตลอดศตวรรษ ก็เป็นเวลานี้เองที่ทุกอย่างกําลังจะมีหน้าตาใหม่หมด วันหนึ่งในอีกไม่นาน เราจะพิมพ์เสื้อผ้าจากเครื่องพิมพ์เองที่บ้านกันเป็นปกติ นําเสื้อผ้าตัวเดิมมาซ่อมแซม หรือเอามาพิมพ์เป็นเสื้อผ้าตัวใหม่ หรือแม้แต่ปลูกเสื้อผ้าขึ้นเองจากแบคทีเรีย แต่เราก็อาจไปไกลกว่านั้นมาก เกินกว่าที่เราจะจินตนาการถึงได้ในวันนี้

ไม่ว่าจะอย่างไร นี่คือสิ่งที่เทคโนโลยีควรจะเป็น มันควรจะสร้างโลกให้ดีกว่าเดิม นี่คือสิ่งที่ธุรกิจควรจะเป็น มันควรจะเปิดโอกาสให้เราเป็นผู้บริโภคที่ใคร่ครวญ และนี่คือสิ่งที่เราในฐานะผู้บริโภคควรจะเป็น คนที่จะบอกว่าธุรกิจ ควรรับผิดชอบอย่างไร

แฟชั่นเปลี่ยนไป สไตล์ก็อาจเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่จะต้องคงอยู่ก็คือจิต วิญญาณ

สนับสนุนโดย ufabet