ศิลปะแห่งภาพวาดของพระราชินีที่ซ่อนนัยยะสำคัญในการปกครอง

Virgin Elizabeth

เราต่างรู้ดีว่าศิลปะคือเครื่องมือในการบันทึกประวัติศาสตร์ตลอดมา แต่สําหรับอังกฤษซึ่งดูเหมือนว่าราชินีจะประสบความสําเร็จในการครองบัลลังก์มากกว่ากษัตริย์ การสร้างศิลปะที่จะบันทึกประวัติศาสตร์การครองบัลลังก์ของราชินีจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

สําหรับศิลปิน การวาดภาพราชินีไม่ได้หมายความเพียงการสร้างศิลปะ แต่มันคือการหาสมดุลระหว่างอํานาจในแบบเพศชายกับความอ่อนโยนในแบบเพศหญิงภายใต้เงื่อนไขนานัปการ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น ความมั่นคงของราชบัลลังก์ ความสัมพันธ์กับโลกภายนอก การเปลี่ยนแปลงทางความคิดของปวงชน ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยี รวมถึงการต่อสู้กับความเป็นจริง เมื่อราชินีทรงมีพระชนมายุมากเกิน

มันคือทักษะและความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินในการสร้างรูปแบบใหม่ให้กับการวาดภาพผู้หญิง เมื่อผู้หญิงคนนั้นคือราชินีผู้ครองบัลลังก์อังกฤษ 

How to Paint a Queen

Virgin Elizabeth

รายการ The Culture Show ที่แพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ BBC TWO ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ในตอนที่มีชื่อว่า How to Paint a Queen (2012) ต่างจากการวาดภาพกษัตริย์ ซึ่งศิลปินสามารถสะท้อนให้เห็นพลังอํานาจได้อย่างเต็มที่ แต่สําหรับการวาดภาพราชินี มันคือการต่อรองในทุกมิติ บางทีการที่ผู้หญิงดูจะเก่งกว่าผู้ชายในการครองบัลลังก์อังกฤษ ก็อาจเป็นเพราะว่าผู้หญิงเหล่านั้นต้องทําทุกอย่างอย่างใคร่ครวญ

โดยเฉพาะภาพที่จะสะท้อนออกมาทางภาพเหมือน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็น เครื่องประกอบภาพลักษณ์ในวันที่ครองอํานาจ แต่ยังเป็นสิ่งที่โลกจะจดจํา เธอไว้แม้ผ่านมาหลายร้อยปี แน่นอนว่าราชินีอังกฤษที่ประสบความสําเร็จที่สุดในเรื่องนี้ ก็คือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ผู้ครองบัลลังก์อังกฤษเมื่อกว่าสี่ร้อยปีก่อน เพราะปฏิเสธที่จะเสกสมรสกับผู้ใด และตัดสินใจครองตนเป็นราชินีผู้ทรงพรหมจรรย์ ภาพเหมือนจํานวนมากของเอลิซาเบธผู้สวยสง่าและบริสุทธิ์ หรือ Virgin Elizabeth จึงลบภาพ Virgin Mary พระแม่มารีย์หรือพระนางมารีย์พรหมจารี ที่อยู่มานานเป็นพันปีในใจของประชาชนชาวอังกฤษไปเลย

นั่นคือการเปลี่ยนจุดอ่อนที่ไม่มีทายาทสืบทอดบัลลังก์ให้เป็นจุดแข็ง ในฐานะมารดาของปวงชน (คือไม่ได้เป็นแม่ของกษัตริย์หรือราชินีองค์ต่อไป แต่ให้ถือเป็นแม่ของคนอังกฤษแทนที่พระแม่มารีย์) มันไม่ใช่เรื่องที่จะทํากันได้ง่ายๆ ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าเอลิซาเบธ หรืออาจจะเป็นทีมที่ปรึกษาของพระองค์ให้ความสําคัญกับการควบคุมภาพที่จะออกสู่สาธารณะอย่างมาก หากไล่เลี้ยงดูภาพเหมือนของพระองค์ ก็จะพบการวางองค์ประกอบที่คล้ายกันแทบทุกภาพ (รวมถึงมุมการเอียงพระพักตร์) ต่างไปก็ตรงพื้นหลังและสีสันของชุดที่สวมใส่

ไม่ใช่แค่สะท้อนความเป็นแม่แล้วจบ ในสถานการณ์ที่ต้องรับศึกหนักรอบด้าน ทั้งความมั่นคงภายในและการรุกรานจากภายนอก ภาพเหมือนของ พระองค์จึงต้องสะท้อนความเด็ดเดี่ยวด้วยในเวลาเดียวกัน นอกจากรูปแบบการวางพระพักตร์ซึ่งออกแบบไว้เป็นอย่างดี และถือเป็นต้นแบบในการสร้างภาพเหมือนรูปแล้วรูปเล่าของพระองค์ ชุดที่สวมใส่จึงมีอภิสิทธิ์ที่คนอื่นไม่มีวันมีได้ ปกพระศอขนาดใหญ่อย่างที่เราเห็นกัน ภาพยนตร์ Elizabeth (1998) คือความจงใจในการสะท้อนความเป็นทางการ

ภาพเหมือนจึงเป็นเครื่องนําสารของความเป็นเอลิซาเบธโดยแท้ ลองเข้าไปดูภาพเหมือนของพระองค์ได้ในเว็บไซต์วิกิพีเดีย “Portraiture of Elizabeth I of England”

Ditchley Portrait

โดยหนึ่งในภาพที่หลายคนจดจําก็น่าจะเป็นภาพ Ditchley Portrait ซึ่งวาดโดย มาร์คัส จีเรียตส์ ผู้ลูก (Marcus Gheeraerts the Younger) ศิลปินประจําราชสํานักชาวเฟลมิช ในราวปี 1592 ซึ่งพระองค์มีพระชนมายุเข้าใกล้ 60 พรรษา มันคือภาพควีนเอลิซาเบธในเครื่องทรงเต็มยศสีขาว มีพื้นหลังครึ่งหนึ่งเป็นแสงตะวัน และอีกครึ่งหนึ่งเป็นท้องฟ้าคะนอง ส่วนพรมที่พระองค์เหยียบอยู่เป็นแผนที่ของเกาะอังกฤษ เมื่อรวมกันแล้วมันคือการแสดงออกถึงอํานาจในการบังคับบัญชา และความสวยสง่าแบบไม่มีวันร่วงโรยของราชินีผู้ยิ่งใหญ่

แต่ความร่วงโรยนั่นเองที่เป็นปัญหาสําหรับศิลปิน โดยเฉพาะในช่วงสิบปีสุดท้ายที่ต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้าทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่นั่นยิ่งทําให้เอลิซาเบธต้องการภาพเหมือนที่สะท้อนให้เห็นถึงความผาสุก และรุ่งโรจน์เข้าไปใหญ่ และจะทําอย่างนั้นได้ก็ด้วยการทําให้พระองค์ทรงดู อ่อนเยาว์หนักกว่าเดิม

แม้จะผิดเพี้ยนจากความจริง แต่มันก็ถือเป็นความสําเร็จในการใช้พร็อพากันด้าที่ทําให้เอลิซาเบธทรงครองราชย์ได้จนมีพระชนมายุถึง 70 พรรษา ไม่มีภาพเหมือนที่สะท้อนอายุจริงของเอลิซาเบธในช่วงปี 1596-1603 หลงเหลืออยู่ เพราะรัฐบาลได้ใช้อํานาจในการทําลายภาพเหมือนที่ไม่ได้รับอนุญาตของพระองค์ไปหมดสิ้น จึงไม่มีใครในปัจจุบันที่รู้ว่า เอลิซาเบธในวัยชรามีหน้าตาที่แท้จริงเป็นอย่างไร

หากความท้าทายสําคัญของผู้ครองบัลลังก์ที่เป็นหญิงคือความซับซ้อนในการปกครอง (ควีนเอลิซาเบธคือตัวอย่างของราชินีผู้ให้ความสําคัญอย่างมากกับทีมที่ปรึกษา) ในอีกทาง การใช้ความเป็นเพศแม่ให้ถูกทางก็อาจ เป็นการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมโยงกับปวงชน

Queen Victoria

ราชินีที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ควีนเอลิซาเบธอย่าง ควีนวิกตอเรีย ก็ประสบความ สําเร็จในการใช้ภาพลักษณ์ของความเป็นแม่เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้าง พร็อพากันด้าไม่ต่างกัน แต่ด้วยยุทธวิธีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากเอลิซาเบธคือแม่ของปวงชนแบบเป็นทางการและทรงอํานาจ ภาพเหมือนของควีนวิกตอเรียก็คือแม่ซึ่งเป็นคนธรรมดา ในครอบครัวชนชั้นกลางที่อบอุ่นพร้อมด้วยสามีและลูก ทําไมจึงเป็นเช่นนั้น?

แม้ว่าเราจะจดจําควีนวิกตอเรียในฐานะราชินีผู้เกรียงไกรที่สุดพระองค์หนึ่งของอังกฤษกับการขยายอิทธิพลของจักรวรรดิอังกฤษไปสุดขอบโลก แต่สิ่งที่เราไม่ค่อยนึกถึงก็คือ พระองค์ทรงครองราชย์อยู่บนเส้นด้าย มันคือเส้นด้ายที่วิ่งอยู่กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมขนานใหญ่ในยุโรป ในวันที่มีการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นกรณีศึกษาให้ราชวงศ์ทั่วยุโรปหนาวๆร้อนๆ ไปตามกัน

สิ่งที่ตามมาก็คือความพยายามที่จะชนะใจฐานเสียงใหม่อย่างชนชั้นกลาง ด้วยความไม่เป็นทางการที่ตรงข้ามกับภาพเหมือนของเอลิซาเบธอย่างสิ้นเชิง ภาพครอบครัวที่วาดโดยศิลปินชาวเยอรมัน ฟรานซ์ ซาเวียร์ วินเทอร์ฮาลเตอร์ ในปี 1846 เปลี่ยนผ่านทัศนคติที่สาธารณะมีต่อภาพลักษณ์ของราชินี จากฟ้าสู่ดินมันคือภาพควีนวิกตอเรียกับพระสวามีคือเจ้าชายอัลเบิร์ต รวมถึงลูกๆของพวกเขาในอิริยาบถผ่อนคลาย ซึ่งได้รับการจัดแสดงที่พระราชวัง เซนต์เจมส์ และมีผู้คนเรือนแสนแห่ไปดูภาพที่เหมือนกับเป็นครอบครัวของคนรู้จักนี้

ต้องขอบคุณการปฏิวัติเทคโนโลยีการพิมพ์ ที่ทําให้ภาพเหมือนของ ราชวงศ์ภาพนี้ถูกพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กล่าวกันว่ายอดขายภาพเหมือนที่มีการพิมพ์จําหน่ายในวันนั้น ส่วนใหญ่ก็คือภาพครอบครัวของราชวงศ์นี่เอง นี่จึงเป็นการตอบรับอันดีของชนชั้นกลาง ในยุคแห่งความรุ่งโรจน์จากการปฏิวัติอุตสาหกรรม

หลังสิ้นสุดการครองบัลลังก์อันยาวนานของควีนวิกตอเรีย อังกฤษเข้าสู่ สงครามโลกสองครั้ง เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงไม่นาน อังกฤษมีราชินีพระองค์ใหม่ ผู้ขึ้นครองราชย์ในขณะที่มีพระชนมายุเพียง 25 พรรษาเท่านั้น ในปัจจุบัน สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงมีพระชนมายุกว่า 90 พรรษาแล้ว และทําสถิติครองราชย์ยาวนานกว่ากษัตริย์และราชินีทุกพระองค์ ระยะเวลาบวกกับภาพลักษณ์เคร่งขรึม ทําให้เราจินตนาการถึงภาพพระองค์ในวันที่ขึ้นครองราชย์แทบไม่ออก

Queen Elizabeth II

โชคดีที่มีภาพประวัติศาสตร์บันทึกเอาไว้ ทั้งยังเป็นภาพที่ดูใช่ในทุกองค์ ประกอบ แม้จะไม่ใช่ภาพวาด แต่ภาพอย่างเป็นทางการที่ถ่ายโดยเซซิล บีตัน ช่างภาพระดับตํานานชาวอังกฤษ หลังพระราชพิธีราชาภิเษกในปี 1953 ก็สะท้อนให้เห็นความงามอันเป็นความหวังให้กับสังคมอังกฤษหลังสงคราม ได้อย่างไม่มีที่ติ เช่นเดียวกับภาพจํานวนมากที่มีการถ่ายหลังจากนั้น ที่ทําให้เรารู้ว่าควีนเอลิซาเบธที่ 2 นั้นทรงพระสิริโฉมงดงามและเป็นธรรมชาติเพียงใดในวัยสาว

เช่นเดียวกับชีวิตส่วนตัวของพระองค์ที่สูญเสียไปเมื่อราชวงศ์เริ่มมีภาพลักษณ์เป็นเซเลบ และเป็นที่สนใจของปาปารัซซี พร้อมกันกับที่แวดวงศิลปะเริ่มเข้าสู่ยุคป๊อปอาร์ต ภาพเหมือนของพระองค์จึงไม่พ้นที่จะถูกนํามาดัดแปลงและล้อเลียน โดยฝีมือของศิลปินชื่อดังอย่างเจอร์ฮาร์ด ริชเตอร์ และแอนดี วอร์ฮอล รวมถึงการเป็นวัตถุดิบสําหรับศิลปะสมัยใหม่ที่ชอบตั้งคําถาม นั้นรวมถึงคําถามว่าทําไมภาพเหมือนของราชวงศ์ในปัจจุบันจึงดูน่าเบื่ออย่างยิ่ง

แต่คําถามของเราในตอนนี้ก็คือ หน้าที่ของภาพเหมือนราชวงศ์คืออะไร เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ความเป็นเพศแม่ไม่ว่าจะเป็นแม่ผู้ทรงอํานาจ หรือแม่ผู้อบอุ่น จะยังคงนํามาใช้ในการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับราชบัลลังก์ หรือ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้อยู่อีกหรือไม่

ความน่าสนใจจึงอาจไม่ใช่ความยากลําบากในการสร้างภาพราชินีในอดีต เท่ากับในอนาคต

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet