Stanford Prison Experiment การทดลองที่เปลี่ยนความคิดเรื่องอำนาจไปตลอดกาล

 Stanford Prison Experiment

ถึงวันนี้ ผู้คนก็ยังคงค้นหาคําตอบว่าความดีเลวของคนอยู่ที่สันดานหรือสิ่งแวดล้อม และคําถามที่ชวนสงสัยยิ่งกว่านั้นก็คือ หากต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่บีบคั้น เราจะกลายร่างเป็นผีห่าซาตานได้หรือไม่?

แน่นอนเราจะตอบว่าไม่มีทาง จนกระทั่งมีคนมาพิสูจน์ให้เรายอมจํานนว่า ไม่ เพียงแต่เป็นไปได้ แต่เป็นไปได้น้อยกว่าเสียอีกที่เราจะยืนหยัดเป็นคนที่เราคิดว่าเป็น

 Stanford Prison Experiment

 Stanford Prison Experiment

นี่คือเรื่องราวการทดลองอันเป็นที่กล่าวขานมากที่สุดครั้งหนึ่งใน ประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการ ผลลัพธ์ หรือสิ่งที่มันบอกกับเรา การทดลองนั้นก็คือ Stanford Prison Experiment การทดลองที่มาจากความคิดริเริ่มของศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา ฟิลิป ซิมบาร์โด กับลูกทีมของเขา ในเดือนสิงหาคม ปี 1971 ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่ในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดให้เป็นที่คุมขังนักโทษ หรือคุกจําลอง

ก่อนจะกลายมาเป็นการทดลองคลาสสิก และเป็นหัวข้อถกเถียงในชั้นเรียนจิตวิทยา การทดลองนี้เริ่มต้นจากการตั้งคําถามเพียงแค่ว่า ความรุนแรงในคุกนั้นเป็นผลจากพื้นฐานนิสัยของนักโทษและผู้คุมเป็นหลักใช่หรือไม่ โดยการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากสํานักงานวิจัยแห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งต้องการแก้ปัญหานักโทษทะเลาะกับผู้คุมในกองทัพ

การทดลองของมิลแกรม

แต่ก่อนที่จะทําความรู้จักกับการทดลองครั้งประวัติศาสตร์นี้ เราจะกลับไปดูการทดลองซึ่งเคย “ช็อก” ความรู้สึกชาวอเมริกันมาแล้ว และเป็นที่รู้จักกันในชื่อเรียกว่า การทดลองของมิลแกรม ซึ่งทดลองโดย สแตนลีย์ มิลแกรม ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเยล โดยเป็นการทดลองที่ต้องการหาคําตอบในเรื่องการเชื่อฟังผู้มีอํานาจ เมื่อเราถูกสั่งให้ทําสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี

จะบอกว่าเป็นการทดลองที่มีแรงบันดาลใจมาจากคําถาม (ที่เราเอง ก็อดตั้งถามไม่ได้) ต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกก็ได้ การทดลองซึ่งเริ่มขึ้นสามเดือนหลังจากการพิจารณาคดีของ อดอล์ฟ ไอชมันน์ สมาชิกพรรคนาซีที่มีบทบาทสําคัญในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว จึงเป็นการตั้งคําถามว่า ในฐานะอาชญากรสงคราม ไอชมันน์และผู้ร่วมกระทําความผิดมีเจตนาร่วมกันในการทําสิ่งชั่วร้ายหรือไม่ หรือพวกเขาเพียงปฏิบัติตามคําสั่งเท่านั้น

มีการช็อกไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้องในการทดลองนี้ และภายหลังได้มีการทดลองซ้ำหลายครั้งในพื้นที่ส่วนต่างๆของโลก ซึ่งก็ได้ผลลัพธ์ออกมา ในทํานองเดียวกัน นั่นคือสิ่งที่มิลแกรมนํามาสรุปไว้ในบทความของเขาว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีกําลังกล้าแข็งพอที่จะต้านทานอํานาจได้

กลับมาที่สแตนฟอร์ดในปี 1971 หากให้อธิบายภาพสังคมในวันนั้น มันก็คือบรรยากาศการประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม ซึ่งอาจตีความได้ว่า เป็นการต่อต้านอํานาจในรูปแบบหนึ่งนั่นเอง เมื่อได้รับการอนุมัติ ซิมบาร์โดจึงเริ่มต้นการทดลองของเขาด้วยการคัดเลือกนักศึกษาชายจํานวน 24 คน ซึ่งมีสุขภาพกายและจิตสมบูรณ์ ไม่มีความเจ็บป่วยทางจิต หรือปัญหาสุขภาพ โดยอาสาสมัครทั้งหมดตกลงที่จะเข้าร่วมการทดลอง ซึ่งกําหนดระยะเวลาไว้ 7-14 วัน แลกกับค่าตอบแทนวันละ 15 เหรียญต่อคน

ทีมทดลองได้ทําการเปลี่ยนพื้นที่ชั้นใต้ดินของ จอร์แดนฮอลล์ อาคารเรียน ของคณะจิตวิทยาในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดให้เป็นห้องคุมขังนักโทษจําลอง โดยแบ่งอาสาสมัครออกเป็นนักโทษและผู้คุมอย่างละครึ่ง และตัวซิมบาร์โดเอง รับหน้าที่เป็นหัวหน้าเรือนจํา ส่วนลูกทีมของเขาเป็นพัสดี

เพราะไม่ได้ทํากันเล่นๆ การทดลองจึงเริ่มต้นด้วยการสร้างสถานการณ์จริง ด้วยความช่วยเหลือจากตํารวจของเมืองพาโล อัลโต อาสาสมัครส่วนที่เป็น นักโทษจึงถูกบุกไปจับกุมตัวถึงบ้าน มีการตั้งข้อหา ตรวจร่างกาย ประทับลาย นิ้วมือเสมือนจริงทุกขั้นตอน ก่อนที่จะถูกนําตัวมายังที่คุมขังจําลองซึ่ง แบ่งออกเป็น 3 ห้อง

แต่ความน่าสนใจนั้นเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันก่อนหน้าที่ซิมบาร์โดทําการอบรมผู้คุมนักโทษของเขาแล้ว นอกเหนือจากข้อห้ามไม่ให้มีการทําอันตรายนักโทษทางร่างกาย เป้าหมายที่เขาบอกกับอาสาสมัครซึ่งรับบทเป็นผู้คุม ก็คือการทําให้นักโทษสูญเสียตัวตนในที่สุด

 Stanford Prison Experiment

“คุณสามารถทําให้พวกเขารู้สึกเบื่อ สร้างความรู้สึกกลัวได้ถึงระดับหนึ่ง คุณอาจใช้อํานาจทําให้นักโทษเชื่อว่าชีวิตของพวกเขาถูกบงการโดยเรา โดยระบบ คุณ ผม และพวกเขาจะไม่มีความเป็นส่วนตัวอีกแล้ว เราจะพรากตัวตนของพวกเขาไปในหลายทาง โดยรวมแล้วสิ่งที่มันจะพาไปก็คือความรู้สึกว่าพวกเขาไร้ซึ่งอํานาจ ในกรณีนี้ เราคือผู้ที่มีอํานาจเบ็ดเสร็จ ส่วนพวกเขาไม่มีมันอยู่เลย”

มีการบังคับให้นักโทษขานหมายเลขของตัวเองดังๆซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อให้ เชื่อว่านี่คือตัวตนใหม่ของพวกเขาจริงๆ ใครที่เคยดูซีรีส์ Game of Thrones ลองนึกถึงความโหดร้ายที่แรมเซย์ โบลตัน ทํากับธีออน เกรยจอย ด้วยการ พรากศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาไป จนถึงจุดหนึ่งธีออนก็ต้องยอมรับใน อํานาจของแรมเซย์และรับใช้เขาอย่างเชื่อฟัง ด้วยตัวตนใหม่ในชื่อใหม่ที่ แรมเซย์ตั้งให้ นี่คือสิ่งที่สารคดีเรื่องนี้จะช่วยอธิบายให้เข้าใจ เพียงแค่การ ทดลองผ่านไปไม่กี่วัน

เมื่อผ่านไป 3 วัน นักโทษหมายเลข 8612 ก็แสดงอาการคลุ้มคลั่ง กรีดร้อง และควบคุมสติไม่ได้อีกต่อไป เขาต้องการออกจากการแข่งขัน ซิมบาร์โดให้สัมภาษณ์กับสารคดีนี้ว่า เขาบอกให้หมายเลข 8612 ลองคิดดูใหม่ “แต่ถ้ายังอยากออกจากการทดลองก็โอเค”

ในที่สุด นักโทษหมายเลข 8612 ก็กลับมาที่ห้องคุมขัง แต่ไม่มีอะไรเลยที่โอเค ตรงกันข้าม นี่คือจุดที่เปลี่ยนผ่านการทดลองจากคุกจําลองสู่การเป็น คุกจริงอย่างสมบูรณ์ เมื่อนักโทษหมายเลข 8612 กลับมาบอกกับเพื่อนนักโทษที่เหลือว่า จะไม่มีใครออกไปจากที่แห่งนั้นได้

ถึงจุดหนึ่ง กลายเป็นว่านักโทษบางคนยินยอมที่จะถูกกดขี่ บางคนเสียสติจนต้องออกจากการแข่งขันในที่สุด ในขณะเดียวกัน สภาพเรือนจําและสุขอนามัยก็แย่ลงอย่างรวดเร็ว เมื่อผู้คุมบังคับให้นักโทษปัสสาวะใส่กระโถนในห้อง และไม่อนุญาตให้พวกเขานําออกมาทิ้ง รวมถึงทําโทษพวกเขาโดยการยึดที่นอน จนนักโทษต้องนอนบนพื้นคอนกรีต บ้างให้นักโทษเปลือยกาย ทําทุกอย่างที่จะลดความเป็นมนุษย์ของนักโทษ

ในเวลาเดียวกับที่นักโทษส่วนใหญ่เริ่มยอมให้กับอํานาจ นักโทษที่เข้ามาใหม่อย่างหมายเลข 416 ก็เริ่มการประท้วงของเขาด้วยการอดอาหาร “ผมเริ่มรู้สึกถึงการสูญเสียตัวตน ถึงจุดหนึ่งผมไม่ใช่เคลย์ (ชื่อของเขา) ผมคือ 416 ผมคือคนในหมายเลขนั้นจริงๆ และ 416 นั้นต้องตัดสินใจทําอะไรสักอย่างแล้ว” การอดอาหารของเขาตามมาด้วยการลงโทษจากผู้คุม ด้วยการย้ายเขาเข้าไปอยู่ใน “รู”

มันคือห้องที่ทั้งแคบ มืด และอึดอัด ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้องคุมขัง น่าจะในคอนเซ็ปต์เดียวกับห้องมืดที่ใช้ขังเดี่ยวนักโทษซึ่งเราเห็นในภาพยนตร์ มืดและอึดอัดยังไม่พอ ผู้คุมยังสร้างความประสาทเสียด้วยการเอาไม้เคาะ หรือไม่ก็เตะประตูตลอดเวลา ออกจากการทดลองมาได้ไม่เสียสติถาวรก็นับว่าบุญแล้ว

อย่างไรก็ดี ซิมบาร์โดมองเหตุการณ์ตรงนี้ว่า 416 เป็นไม่ต่างจากฮีโร่ ผู้ต่อต้านอํานาจเลยทีเดียว ผู้มาเตือนสติซิมบาร์โดเมื่อสิ้นสุดวันที่ 5 ของการทดลองก็คือ คริสติน่า มาสลัค นักศึกษาด้านจิตวิทยาซึ่งเข้ามาสัมภาษณ์เกี่ยวกับการทดลอง แต่กลับตั้งคําถามถึงจริยธรรมของการทดลอง เมื่อเห็นสภาพความเป็นไปของเรือนจําแห่งนี้ (ตอนนั้นเธอคบหาอยู่กับซิมบาร์โด พวกเขาแต่งงานกันในเวลาต่อมา)

การทดลองสิ้นสุดลงเพียงแค่วันที่ 6 และซิมบาร์โดยอมรับในความผิดพลาดของเขา ทั้งในเรื่องจริยธรรมที่มีการปล่อยให้เกิดการกระทําทารุณ รวมถึงสุขภาวะที่ย่ำแย่ และการออกแบบการทดลองที่เขารับหน้าที่เป็นหัวหน้าเรือนจํา แทนที่จะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แม้จะจบลงอย่างรวดเร็ว แต่จนถึงวันนี้การทดลองดังกล่าวก็ยังถูกหยิบยกมาถกเถียงกันต่ออย่างไม่จบสิ้น ประเด็นหลักก็คือ การทดลองทําให้เห็นความเป็นไปได้อันชัดเจนว่า พฤติกรรมของผู้เข้าร่วมการทดลองถูกขับดันด้วยสถานการณ์มากกว่านิสัยส่วนตัว และนั่นสอดคล้องกับการทดลองของมิลแกรมจากทศวรรษก่อนหน้า ซึ่งเปลี่ยนความเชื่อของชาวอเมริกันจํานวนมากที่เคยเชื่อว่าพวกเขาไม่มีทางที่จะมีส่วนร่วมในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใครได้

นี่คือบทสรุปที่หลายคนอาจเคยได้ยินมาก่อนจากเรื่องราวของการทดลองทั้งสองครั้ง แต่มีเกร็ดเล็กๆที่หลายคนอาจไม่รู้ และมันน่าสนใจไม่น้อย นั่นคือความจริงที่ว่า อาสาสมัครที่รับบทบาทผู้คุมส่วนใหญ่รู้สึกหัวเสีย เมื่อการทดลองที่สแตนฟอร์ดสิ้นสุดลงก่อนกําหนด

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ในขณะที่ผู้คุมส่วนใหญ่บ้าอํานาจมากขึ้น เมื่อการทดลองผ่านไป มีผู้คุมราว 1 ใน 3 รู้สึกแย่กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีใคร ลุกขึ้นมาทําอะไรเพื่อหยุดยั้งสิ่งนั้น สะท้อนความจริงที่ขัดแย้งกับความเชื่อ ดั้งเดิมที่บอกว่า ในสถานการณ์เลวร้าย คนดีจะเป็นผู้เข้าควบคุมสถานการณ์

“ผมทําการทดลองของผมเอง” จอห์น เวนน์ (ชื่อสมมติ) หนึ่งในอาสาสมัคร ที่รับบทผู้คุมบอกอย่างนั้นในสารคดี เมื่อเขาจงใจใช้อํานาจอย่างรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับไม่มีใครหยุดเขาเลย ไม่น่าเชื่อว่าอํานาจจะมีอํานาจได้ขนาดนั้น “เราเคยเชื่อว่าคนดีจะไม่มีวันทําสิ่งชั่วร้าย และจะเป็นคนที่จะเข้าควบคุมสถานการณ์เลวร้าย แต่เมื่อเราให้คนที่อยู่ในสถานะที่ชั่วร้าย สถานะที่ชั่วร้ายกลับเป็นฝ่ายชนะ” นี่คือสิ่งที่ซิมบาร์โดสรุปการทดลองของเขาไว้

The Lucifer Effect: Understanding How Good People Turn Evil

การทดลองนี้เป็นที่มาของหนังสือ The Lucifer Effect: Understanding How Good People Turn Evil ที่เขาเขียนขึ้นในเวลาต่อมา ซึ่งมีใจความ สําคัญที่บอกว่า มนุษย์ไม่สามารถถูกนิยามได้ว่าเป็นคนดีหรือเป็นปีศาจ เพราะเราต่างมีศักยภาพที่จะเป็นทั้งสองอย่างได้ตามแต่สถานการณ์ คําว่า Lucifer ซึ่งมีความหมายในภาษาละตินว่าดาวประกายพรึก ก็คือชื่อที่นํามา ใช้เรียกซาตานผู้ถูกขับออกจากสวรรค์นั่นเอง (ไม่ได้เกิดมาแล้วเป็นซาตานเลย)

โลกมันยากเกินกว่าจะตัดสินอะไรง่ายๆ หรือไม่ก็ยากเพราะเราชอบด่วนตัดสินอะไรง่ายๆ ไม่ว่าจะอย่างไร การไม่ด่วนตัดสินอะไรง่ายๆก็น่าจะเป็นสิ่งเดียวที่เราควรจะเก็บไว้บอกตัวเองได้ดีที่สุด 

สนับสนุนโดย ufabet