Philosophy: A Guide to Happiness ปรัชญาว่าด้วยความสุข

Philosophy: A Guide to Happiness

มันคือการหยิบหนังสือชื่อดังมาทําเป็นรายการโทรทัศน์ โดยมีผู้เขียนเป็นผู้ดําเนินรายการ แม้ว่ารายการสารคดี Philosophy: A Guide to Happiness นี้ จะแพร่ภาพมาตั้งแต่ปี 2000 แต่เนื้อหาที่พูดถึงแนวคิดของนักปรัชญานั้นไม่มีวันเก่า หนังสือเล่มที่ว่าก็คือ The Consolations of Philosophy เขียนโดย อัลเลน เดอ โบตอง และด้วยความที่ทางถนัดของ เดอ โบตอง คือปรัชญาแนวป๊อปปูล่าร์ เรื่องราวที่เขาบอกเล่าจึงเป็นเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงเข้าหาตัวเราและกาลเวลาของเราอย่างแนบเนียน

ไม่ต้องสนใจประวัติศาสตร์หรือปรัชญาก็ได้ ขอแค่มีความสนใจเรื่องชีวิตก็ไม่เสียเวลาดูแล้ว

Philosophy: A Guide to Happiness

Philosophy: A Guide to Happiness

การแบ่งเนื้อหารายการออกเป็น 6 ตอนว่าด้วยความสุข ความรัก ความโกรธ ความทุกข์ยาก การนับถือตนเอง ไปจนถึงความมั่นใจในตนเอง ทําให้ปรัชญากลายเป็นเรื่องง่าย และเข้าถึงได้โดยไม่จําเป็นต้องเผชิญศัพท์ยาก อย่างคําว่า อัตถิภาวนิยม แต่สิ่งที่สําคัญกว่านั้น คือมันเอื้อให้เราทําความรู้จักกับนักปรัชญาชื่อดังได้ ในแบบไม่ต้องท่องจําอีกต่อไป แม้จะไม่ครบทุกแง่มุมก็ตาม

Epicurus on Happiness

ไม่ว่าจะเป็นตอน Epicurus on Happiness (เอพิคิวรัส, ว่าด้วยความสุข) ที่พูดถึงแนวคิดของเอพิคิวรัส นักปรัชญาชื่อดังชาวกรีกก่อนคริสตกาล ซึ่งเชื่อว่าเราสามารถค้นพบทางที่จะมีความสุขได้ถ้าเราหามันถูกที่ โดยองค์ประกอบ 3 อย่างที่สร้างความสุขที่แท้จริงให้กับมนุษย์ได้ก็คือการมีเพื่อน อิสรภาพที่มาจากความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และชีวิตที่มีเวลาสําหรับการครุ่นคิดว่าอะไรคือสิ่งที่สร้างปัญหาให้กับเรา

Schopenhauer on Love

หรือตอนที่ชื่อว่า Schopenhauer on Love (โชเพนเฮาเออร์, ว่าด้วยความรัก) ที่นําเสนอมุมมองต่อความรักของนักปรัชญาชาวเยอรมัน อาร์ทูร์ โชเพนเฮาเออร์ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งทําให้เราอดนึกถึงทฤษฎีวิวัฒนาการไม่ได้ เมื่อเขาบอกว่าเจตจํานงที่ทรงอิทธิพลที่สุดของมนุษย์ก็คือความรัก ซึ่งมีขึ้นเพื่อ นําไปสู่การร่วมเพศและขยายเผ่าพันธุ์

Seneca on Anger

ส่วนตอน Seneca on Anger (เซเนกา ว่าด้วยความโกรธ) เปิดรายการด้วยสภาพการจราจรอันยุ่งเหยิง และคําสบถว่าด้วยความโกรธแค้นบนถนนของอิตาลีในปัจจุบัน นั่นทําให้เราอดรู้สึกไม่ได้ว่าชีวิตในโลกสมัยใหม่นั้นเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด แต่เมื่อย้อนเวลากลับไปในยุคโรมันโบราณเพื่อสํารวจความคิดของลูกิอุส อันในอุส เซเนกา นักปรัชญาที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยนั้น เราก็จะพบความจริงที่ว่าชีวิตในยุคโรมันหาได้เคร่งเครียดน้อยไปกว่าโลกปัจจุบัน ท่ามกลางความผันผวนทางการเมือง ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้ของพวกเขาจะเป็นอย่างไร โดยเซเนกามองว่าความโกรธนั้นมีความสัมพันธ์กับความคาดหวังที่ไม่อยู่บนความเป็นจริง และการมองโลกในแง่ลบไว้ก่อน ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

แม้ในหลายครั้ง ปรัชญาจะถูกมองว่าเป็นวิชาที่พยายามตอบคําถามเรื่อง ความสุข แต่นักปรัชญาจํานวนไม่น้อยกลับคิดว่าความทุกข์คือทางที่นําไปสู่ ความสุขนั้น โดยเฉพาะนักปรัชญาชื่อดังชาวเยอรมันอย่าง ฟรีดริช นีทเชอ

ในศตวรรษที่ 19 นีทเชอเชื่อว่าความสําเร็จในชีวิตควรมาจากการข้ามผ่านความทุกข์ยาก และเขาปฏิเสธอะไรก็ตามที่มอบความสุขให้โดยง่าย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือศาสนา ไม่ต่างจากการปีนขึ้นไปสู่ยอดเขาที่ต้องแลกด้วยความลําบากแสนสาหัส และมีรางวัลเป็นทิวทัศน์ที่งดงามที่สุด

Nietzsche on Hardship

ไม่มีอะไรจะบอกเล่าถึงปรัชญาของนีทเชอได้ดีไปกว่าชีวิตของเขาเอง ที่ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ยากทั้งทางกายและทางจิต นี่คือตอนที่มีชื่อว่า Nietzsche on Hardship (นีทเชอ, ว่าด้วยความทุกข์ยาก)

Montaigne on Self Esteem

ในขณะที่ Montaigne on Self Esteem (มงแตญ, ว่าด้วยการนับถือตัวเอง) พาเราไปรู้จักกับนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 16 มิเชล เดอ มงแตญ ผู้บอกไว้ว่าสาเหตุสําคัญ 3 ประการที่ทําให้เรารู้สึกแย่กับตัวเอง ได้แก่ ความไม่มั่นใจในร่างกายของเราเอง การกลัวคนอื่นตัดสิน และความรู้สึกว่าเราไม่ฉลาด โดยเขาได้เขียนบทความ (Essay) จํานวนมากเพื่อถ่ายทอดวิธีก้าวข้ามความรู้สึกเหล่านั้น โดยใช้ชีวิตของตนเองเป็นต้นแบบ

Socrates on Self-Confidence

เห็นหรือยังว่าไม่มีตรงไหนเลยที่เป็นเรื่องเก่าเก็บ จนถึงทุกวันนี้เราก็ยังคง ตั้งคําถามกับทุกเรื่องที่กล่าวมา โดยเฉพาะเรื่องสุดท้าย ในตอนที่มีชื่อว่า Socrates on Self-Confidence (โสกราตีส, ว่าด้วยความมั่นใจในตนเอง) เมื่อพูดถึงนักปรัชญารุ่นบุกเบิกอย่างโสกราตีส ใครจะปฏิเสธได้ล่ะว่านอกจากประวัติชีวิตอันสุดโต่ง และการดําเนินชีวิตด้วยบทสนทนา การเป็นนักตั้งคําถามของเขาก็คือมรดกทางความคิดเกี่ยวกับอิสรภาพของเราแต่ละคน การไม่ยอมจํานนและไม่สนว่าใครจะคิดกับเราอย่างไร

เรารู้ว่าชีวิตของเขาจบลงด้วยการถูกบังคับให้ดื่มยาพิษ แต่นั่นกลับเป็น ความตายที่ทําให้เขาดํารงอยู่ตลอดกาล และทําให้คนที่เหลืออยู่ลุกขึ้นมาสู้ เพื่อสิทธิ์ที่จะมีความคิดเป็นของตนเองตลอดชีวิต โสกราตีสไม่เคยบันทึกสิ่งใดเอาไว้แต่บทสนทนาของเขากลับยังคงอยู่ ต้องขอบคุณลูกศิษย์คนสําคัญอย่างเพลโตที่นํามันมาบันทึกเอาไว้ ไม่ว่าโสกราตีสที่เรารู้จักกับโสกราตีสที่มีชีวิตอยู่ในสมัยกรีกจะเป็นคนเดียวกันหรือไม่ เรื่องราวที่เล่าต่อกันมากว่าสองพันปีก็ทําให้โสกราตีสที่เรารู้จักนั้นมีตัวตนอยู่จริง

และนั่นทําให้เขาเป็นนักสนทนาที่น่าสนใจอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าที่ติดตู้เย็นรูปโสกราตีสที่ขายนักท่องเที่ยวในเอเธนส์จะบอกให้เรารู้ว่าเขาไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาที่ชวนมอง หรือชวนให้สนทนาด้วยแม้แต่น้อย แถมโสกราตีสที่เรารู้จักนั้นแทบไม่เคยอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือใส่รองเท้าด้วยซ้ำ

สําหรับโสกราตีส มนุษย์นั้นก็เหมือนแกะในฝูง เราได้แต่เดินตามกันไปด้วยสมมติฐานว่าคนที่นําเราไปนั้นรู้ทาง แต่เมื่อใดก็ตามที่เราลองตั้งคําถาม เราอาจพบกับคําตอบอันน่าประหลาดใจ ซึ่งในหลายครั้ง มันคือการไม่ได้รับคําตอบ คนรวยก็อธิบายไม่ได้ว่าทําไมเขาจึงรวย ส่วนคนที่เหลือยากจน ผู้นํา กองทัพก็ตอบไม่ได้เช่นกัน ว่าทําไมจึงต้องนําผู้คนออกไปสู้รบ

ความได้เปรียบที่โสกราตีสมีเมื่อเทียบกับเราก็คือ สังคมกรีกในวันที่เขา เตร็ดเตร่สนทนากับผู้คนวันแล้ววันเล่านั้น เป็นสังคมที่เขาสามารถเดินเข้าไปทําให้เยาวชนชาวเอเธนส์หลงผิด เขาถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษในที่สุด แม้มีช่องทางหลบหนี แต่เขาก็เลือกที่จะดื่มยาพิษถ้วยนั้น

เราอาจเคารพความคิดเห็นของผู้อื่นก็จริง แต่สิ่งที่จริงกว่าก็คือไม่ว่าจะ อย่างไร เราสามารถมองโลกได้จากสายตาของเราเท่านั้น และเราไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย หากเรายังเป็นแกะที่เดินตามแกะตัวหน้าที่เดินตามแกะตัวหน้ามันอีกที บางที การเป็นนักปรัชญาไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่า การเลิกเป็นแกะและมีความคิดของตนเองก็เท่านั้น

บางที เราก็อดคิดไม่ได้ว่า หากโลกไม่เคยพบโสกราตีส ปรัชญาก็อาจไม่ได้มีหน้าตาแบบนี้ (และวิชาปรัชญาก็อาจไม่ได้ยากเท่านี้) และบางที หากเราได้พบกับโสกราตีสสักครั้งชีวิตก็คงไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

สนับสนุนโดย ufabet