หลากหลายรสชาติในถ้วยชากับที่มาของประวัติศาสตร์อันคาดไม่ถึง

A History of the World in 100 Objects: Early Victorian Tea Set

ไม่มีอะไรจะสะท้อนความเป็นอังกฤษ ได้มากไปกว่าชาอังกฤษหอมกรุ่นสักถ้วย เช่นเดียวกับที่ไม่มีอะไรจะสะท้อนความเป็นอังกฤษ ได้น้อยไปกว่าชาถ้วยเดียวกัน

รายการวิทยุ A History of the World in 100 Objects ทางสถานี BBC Radio 4 ในตอนที่ว่าด้วยชุดน้ำชาในยุควิกตอเรียตอนต้น (Early Victorian tea set) ซึ่งออกอากาศในปี 2010 เกริ่นเอาไว้อย่างนั้น

A History of the World in 100 Objects: Early Victorian Tea Set

A History of the World in 100 Objects: Early Victorian Tea Set

ตั้งต้นจากวัตถุที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอะไร รายการนี้พาเราย้อนกลับไปหาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่หลายครั้งเป็นเรื่องใหญ่ มันไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่เอาไว้ท่องจํา ซึ่งจริงๆแล้วไม่ต้องรู้ก็ได้ แต่มันคือเรื่องราวที่จะพาเราย้อน กลับมาทําความเข้าใจโลกที่เราอยู่ หรือในบางครั้งก็อาจเป็นเรื่องรอบตัวเราเอง

จาก Object สู่ Subject ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทําไมเราจึงพูดเรื่องอังกฤษเสียเยอะ นั่นเพราะสังคมอุดมปัญญาอย่างอังกฤษมีสื่อที่ขยันผลิตเนื้อหา และในหลายครั้งการทําความเข้าใจประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรมอังกฤษ ก็ทําให้เราเข้าใจตัวเอง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าอังกฤษโดยเฉพาะในยุควิกตอเรียก็คือผู้นําทางวัฒนธรรมของโลกที่เรารับมาใช้ไม่น้อยเลยทีเดียว

หากคนอังกฤษไม่เริ่มดื่มชา เราก็อาจไม่มีวันเรียกพวกเขาว่าผู้ดีอังกฤษ และหากชาไม่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นเครื่องดื่มของคนทั้งประเทศ รวมถึง ชนชั้นแรงงาน ภาพอังกฤษในวันนี้ก็อาจยังคงเซๆ เพราะดื่มเบียร์ต่างน้ำ

นอกเหนือจากเป็นเครื่องมือในการควบคุมสังคม ชาเพียงหนึ่งถ้วย สามารถบอกเล่าการเปลี่ยนผ่านของสังคมเอาไว้มากมาย เมื่อเบียร์ซึ่งมีภาพลักษณ์เอะอะตึงตังถูกแทนที่ด้วยชาในฐานะเครื่องดื่มประจําชาติ สังคมอังกฤษก็เปลี่ยนจากภาพขบถทางศาสนามาสู่ความเป็นวัฒนธรรมสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี

เช่นเดียวกับที่พวกเขานําชาจากจีนมาปลูกในอินเดียและศรีลังกา มันไม่เพียงแต่เป็นจุดกําเนิดของชา “อัสสัม” และ “ซีลอน” ที่เราดื่มกันอยู่ในวันนี้ แต่มันคือสาเหตุที่ทําให้เกิดการเคลื่อนย้ายประชากรชาวทมิฬจากอินเดียทางตอนใต้เพื่อไปเป็นแรงงานในศรีลังกาจํานวนมาก ซึ่งส่งผลต่อความขัดแย้งทางเชื้อชาติที่เป็นปัญหาซับซ้อนสืบเนื่องยาวนานในศรีลังกา จนถึงทุกวันนี้

Boston Tea Party

ไม่เพียงเท่านั้น การค้าชาของอังกฤษยังเป็นที่มาของเหตุการณ์สําคัญที่นําไปสู่การปฏิวัติอเมริกา เมื่ออังกฤษใช้นโยบายการค้าอย่างไม่เป็นธรรม ด้วยการกดราคารับซื้อจากอเมริกาและนํามาขายทํากําไรในยุโรปหลายเท่าตัว นํามาสู่ การประท้วงที่งานเลี้ยงน้ำชาในบอสตัน (Boston Tea Party) ซึ่ง ลุกลามบานปลายเมื่ออังกฤษใช้กําลังในการปราบปราม ส่งผลให้ชาวอเมริกันบุกยึดเรือของกิจการอินเดียตะวันออกที่อ่าวบอสตัน และเทชาที่จะถูกส่งไปเกาะอังกฤษทิ้ง

ด้วยความช่วยเหลือจากฝรั่งเศส อเมริกาทําสงครามกับอังกฤษ และประกาศอิสรภาพได้ในที่สุด คําว่า Tea Party กลายเป็นสัญลักษณ์สําคัญในประวัติศาสตร์อเมริกัน และถูกนํามาใช้เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวทาง การเมือง อย่างเช่นกลุ่ม Tea Party การรวมตัวของนักการเมืองหัวอนุรักษ์นิยม ในพรรครีพับลิกันปัจจุบัน อย่างนี้แล้วจะบอกว่าชาเป็นเพียงเครื่องดื่มในหนึ่งถ้วยได้อย่างไร

ในทํานองเดียวกัน น้ำตาลก็ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งเติมรสชาติให้กับชาในถ้วย น้ำตาลที่ให้ความหวานอันรื่นรมย์นั้นมีประวัติศาสตร์ที่ขมดําอย่างยิ่ง ในฐานะสินค้าที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการขนทาสชาวแอฟริกันไปยังทวีปอเมริกา เมื่อมองในแง่นี้ นมก็อาจเป็นส่วนประกอบที่รื่นรมย์ที่สุดในถ้วย อย่างเดียวที่เหลืออยู่ แต่มันก็สะท้อนกลับไปถึงการเปลี่ยนผ่านทางสังคม ได้ไม่แพ้กัน

ย้อนหลังไปในวันที่การทําความเย็นยังไม่แพร่หลาย เราอาจจินตนาการได้ไม่ยากเลยว่า ชาวลอนดอนจะต้องดื่มนมจากวัวที่ถูกเลี้ยงอยู่ไม่ไกล ซึ่งก็คือ ในเมืองนั่นเอง และสิ่งที่เรากําลังจะพูดถึงก็คือรถไฟ อันเป็นเครื่องมือสําคัญ ในการเปลี่ยนผ่านสังคมอังกฤษในศตวรรษที่ 19

มันไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ที่ผู้คนจะเดินทางเข้าไปทํางานในเมือง แต่เรื่องน่ารักก็คือแทนที่วัวจะอยู่อย่างอึดอัดในเมือง รถไฟกลับอนุญาตให้วัวออกมาอยู่นอกเมืองได้ ด้วยการช่วยขนส่งนมจาก แม่วัวไปสู่สถานีต่างๆในแต่ละวัน รวมถึงการส่งไปยังปลายทางที่สถานีวอเตอร์ ซึ่งนมจะไปถึงมือพ่อค้าตามตลาดในลอนดอน

การนึกภาพแม่วัวย้ายถิ่นฐานสู่ชนบทอาจเป็นภาพที่น่ารัก แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่าอาจเป็นการที่รถไฟเปลี่ยนผ่านโลกเข้าสู่สังคมเมืองที่เชื่อมโยง กันด้วยรางรถไฟจนมีหน้าตาแบบทุกวันนี้ ชาจึงเป็นทั้งหลักฐานของประวัติศาสตร์ และตัวมันเองก็เป็นที่มาของประวัติศาสตร์ “ใหญ่” อันเต็มไปด้วยรสชาติหลากหลายในถ้วยเดียว

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet