How Gossip Works ประโยชน์ของการซุบซิบนินทา

How Gossip Works

คุณชอบซุบซิบหรือไม่? สมมติว่าคุณไม่ใช่คนที่ยืดอกยอมรับว่าใช่! ฉันนี่แหละขาเมาท์เหยี่ยวข่าวประจําซอย คุณจะได้โอกาสตอบคําถามนี้ใหม่อีก 3 ครั้ง ครั้งแรกคุณอาจตอบว่าไม่ ครั้งที่สองคุณอาจตอบว่าบางที (บวกกับเหตุผลอีกร้อยแปด) ครั้งที่สาม? ยอมรับมาซะเถอะ คุณน่ะซุบซิบเก่งไม่แพ้ใคร

How Gossip Works

How Gossip Works

หากการยอมรับความจริงว่าเราต่างเป็นขาเมาท์มันยังยาก ลองฟังรายการพอดแคสต์ Stuff You Should Know ตอน How Gossip Works (2015) ดูก่อน มีงานวิจัยหลากหลายที่ทําเกี่ยวกับเรื่องซุบซิบ (แม้แต่คนทําวิจัยก็ยัง อยากรู้อยากเห็น) และนั่นทําให้เรารู้ว่าผู้ชายไม่ได้เป็นนักซุบซิบที่อ่อนด้อยกว่า ผู้หญิงอย่างที่เราเข้าใจ สรุปให้ตรงนี้เลยว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิงซุบซิบพอกัน

ไม่เพียงเท่านั้น การซุบซิบซึ่งหมายถึงการที่คนมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไปคุยกัน ถึงคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้เป็นการนินทาไปเสียทั้งหมด และในความเป็นจริง ผลการวิจัย (อีกชิ้น) ก็บอกกับเราว่ามีเพียงร้อยละ 5 ของการซุบซิบเท่านั้น ที่เป็นซุบซิบในทางลบที่สําคัญ หลายครั้งที่เราซุบซิบในทางลบ เป้าหมายแท้จริงของซุบซิบก็ไม่ใช่คนที่เราซุบซิบถึง แต่เป็นการสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับเพื่อนร่วมเมาท์ หรือไม่อย่างนั้นก็เป็นการเยียวยาจิตใจในด้านหนึ่งด้านใดของเรามากกว่า

ที่สําคัญกว่านั้น สาเหตุที่ซุบซิบกลายเป็นหัวข้องานวิจัยจํานวนไม่น้อย ดูเหมือนจะเป็นเพราะว่าซุบซิบนั้นมีประโยชน์อนันต์ หากปราศจากซึ่งซุบซิบ โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่ ไม่ใช่สิ โลกมนุษย์อาจจะไม่มาไกลถึงวันนี้ต่างหาก นั่นเพราะซุบซิบเป็นทั้งต้นกําเนิดของภาษา เป็นเครื่องมือในการสร้าง ความร่วมมือ และเป็นสายใยในการเชื่อมโยงสมาชิกของกลุ่มเข้าด้วยกัน

How Gossip Works

พูดง่ายๆก็คือ ซุบซิบนี่แหละที่ทําให้ความเชื่อมโยงทางสังคมของมนุษย์ นีแอนเดอร์ทัลนั้นแข็งแกร่งกว่าสัตว์สังคมชนิดอื่น สังเกตไหมว่าเวลาเราจับกลุ่มเมาท์ใครเราจะสนิทกับคนที่เราเมาท์ด้วยมากขึ้น นั่นเป็นเพราะซุบซิบทําให้เกิดความเชื่อมโยงทางอารมณ์ อันเป็นสิ่งสําคัญในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความเป็นกลุ่มก้อนของสัตว์สังคม (แต่บางทีก็สร้างความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจได้เหมือนกัน อันนี้น่าจะขึ้นอยู่กับว่าเราเมาท์อยู่กับใคร)

แน่นอนว่าสายใยระหว่างบุคคล คือสิ่งสําคัญสําหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่อยู่เป็นกลุ่มมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะบรรพบุรุษเหล่าลิงเอพของเราที่ชอบ สัมผัสหรือลูบตัวกัน บางครั้งก็เพื่อช่วยหยิบเห็บเหาออกจากตัว น่าจะคล้ายๆ เวลาเราปัดเศษผมหรืออะไรที่เกาะอยู่ตามเสื้อของเพื่อนออกให้ นั่นคือ ความหมายของการดูแลกันและกัน ซึ่งเป็นนิสัยพื้นฐานของสัตว์ที่อยู่เป็นกลุ่ม

การดูแลในลักษณะนี้บางครั้งทํากันเป็นชั่วโมง (หรือหลายชั่วโมง นั่งลูบกันอยู่อย่างนั้นทั้งวัน) ลองคิดดูสิว่า เมื่อเราคิดค้นการซุบซิบขึ้นมาได้ มันจะช่วย ให้การ “เชื่อมโยงทางอารมณ์” นี้ง่ายขึ้นอย่างไร

How Gossip Works

มีความเป็นไปได้ว่า มนุษย์รู้จักซุบซิบก็เพราะเรารู้จัก “ไฟ” เมื่อเราก่อไฟเป็น ชีวิตในตอนกลางคืนที่ปราศจากแสงธรรมชาติก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ไม่มีใครมาบังคับให้เราต้องนอนในยามมืด โดยเฉพาะกลางคืนอันยาวนาน เราจึงนอนๆตื่นๆ และเมื่อตื่นเราก็มานั่งรอบกองไฟ 

อะไรจะเป็นกิจกรรมรอบกองไฟที่ดีไปกว่าซุบซิบอีก โดยสิ่งที่มนุษย์รอบกองไฟคุยกันตอนกลางคืนนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่คุยกันตอนกลางวัน นั่นน่าจะเป็นเพราะว่าตอนกลางวัน บรรพบุรุษกึ่งเอพของเรายังวุ่นกับการล่าและถูกล่าไปจนถึงการเลี้ยงลูก

การซุบซิบตอนกลางคืนนี่เองที่ช่วยสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ของ กลุ่มก้อน ต่อไปถึงความไว้เนื้อเชื่อใจ จนทําให้เกิดความร่วมมือในการอยู่ ร่วมกัน พัฒนาเป็นสิ่งสําคัญอย่าง “ภาษา” ของมนุษย์ในที่สุด ภาษาซึ่งมีหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล คือสิ่งสําคัญมากสําหรับวิวัฒนาการของมนุษย์ เมื่อเรากําลังถูกล่า การสื่อสารของกลุ่มที่เชื่อใจกันได้ คือประเด็นสําคัญในการอยู่รอดและไปต่อ แต่เมื่อมีภาษาพูดขึ้นมาอัปเลเวลให้กับภาษากาย จึงทําให้มนุษย์เลเวลอัปขึ้นมาเหนือกว่าสัตว์อื่น

แน่นอนว่าเมื่อมนุษย์พัฒนามาเป็นสัตว์สังคมแบบมีภาษาพูด การซุบซิบก็ยิ่งมีประโยชน์ในฐานะเครื่องมือสําหรับการควบคุมทางสังคม เช่นเดียวกับ เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เมื่อเราซุบซิบถึงโชคร้ายของใครสักคน เราอาจพลอยเศร้าไปกับเรื่องนั้น เราอาจรู้สึกดีที่เราไม่ได้เป็นคนนั้น เราอาจรู้สึกดีที่มีคนแย่กว่าเรา หรือเราอาจบอกกับตัวเองว่าจะไม่ทําพลาดอย่างนั้น

ในหลายครั้ง ทุกอย่างที่กล่าวมาเกิดขึ้นพร้อมกัน เช่นเดียวกับที่ซุบซิบช่วยผ่อนคลายความรู้สึกอึดอัด ในการวิจัยที่จับคนมานั่งเล่นเกม ผู้เล่นเกมจะรู้สึกอึดอัดมากเมื่อรู้ว่ามีใครโกง และการส่งซิกแนลให้คนอื่นรู้ว่ามีการโกงเกิดขึ้น จะช่วยคลายความรู้สึกได้อย่างมาก ก่อนที่เป็นไปได้ว่าทั้งวงจะช่วยกันเล่นเกมอัดคนโกงแบบไม่ต้องนัดแนะกันด้วยซ้ำ บางคนก็ยอมเสียโอกาสในเกมที่ตัวเองเล่นเพียงเพราะต้องการให้คนที่โกงมันแพ้

เรื่องนี้อธิบายได้ไม่ยากในฐานะสัตว์สังคม สิ่งที่มนุษย์แต่ไหนแต่ไรมา ต้องการ ก็คือความเป็นระเบียบเรียบร้อยที่ทําให้กลุ่มอยู่รอด และขยายเผ่าพันธุ์กันมาได้ เรามีบรรทัดฐานสังคมที่ไม่ต้องการให้คนแตกแถว เมื่อมีการแตกแถว เราก็ต้องทําอะไรสักอย่างเพื่อหยุดสิ่งนั้น เราต้องหาวิธีสื่อสาร ถึงกันไม่ต่างจากตอนที่เราเป็นสัตว์ผู้ล่าหรือกําลังถูกล่า

แน่นอนว่าบรรทัดฐานสังคมมีทั้งที่ดีและแย่ แต่มันก็มีประโยชน์ที่จะเรียนรู้ นักวิทยาศาสตร์บอกว่าซุบซิบก็คือเครื่องมือในการเรียนรู้บรรทัดฐาน เหล่านี้ โดยงานวิจัยที่ทํากับบริษัทในซิลิคอนแวลลีย์ระบุว่าการซุบซิบนั้นมีประโยชน์มากในการปรับตัวสําหรับพนักงานใหม่ ด้วยการให้ข้อมูลว่าบริษัทคาดหวังอะไร และอะไรที่พวกเขาควรหลีกเลี่ยง

การได้รู้ว่าเราเองก็อาจตกเป็นเหยื่อซุบซิบเหมือนกัน ทําให้เราควบคุมความประพฤติของตนเอง การซุบซิบอาจเหมือนพี่เบิ้มที่จับตามองเราตลอดเวลา แต่การซุบซิบนั้นเป็นธรรมชาติมากกว่า การที่เราซุบซิบคนอื่นอาจเป็นชนักติดหลังในทางดีที่ทําให้เราไม่ทําอะไรแย่ๆให้โดนซุบซิบกลับ บางครั้งข้อมูลที่ได้รับก็ช่วยเราในการประเมินตนเอง โดยเฉพาะซุบซิบในทางดี

หากให้สรุป การซุบซิบที่เราเคยรู้สึกว่าเป็นความห่วยแตกของมนุษย์ ซึ่ง อาจแค่น่ารําคาญ หรือบางครั้งก็อาจถึงกับฆ่าใครสักคนได้เลย กลับเป็นประโยชน์สําหรับมนุษยชาติมากกว่าที่คิด

สิ่งที่น่าสนใจสําหรับการคิดต่อก็คือ โลกออนไลน์ได้เปลี่ยนและจะเปลี่ยน หน้าตาของการซุบซิบไปอย่างไร มันทําให้เราซุบซิบน้อยลงหรือมากขึ้น หรือเอื้อประโยชน์กับเราในแง่ไหนอีกบ้าง ที่สําคัญ มันจะช่วยในการสร้างบรรทัดฐานใหม่อย่างไร ในวันที่เราสามารถเป็นทั้งพลเมืองโลกผู้แบ่งปันบรรทัดฐานนั้น และปัจเจกชนผู้ไม่จําเป็นต้องเหมือนกันไปหมดอีกแล้ว

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet