Can We Live Forever? วิทยาศาสตร์ของการไม่ตาย ตอนที่ 1

Can We Live Forever?

เราจะเป็นอมตะได้หรือไม่ ไม่ใช่คําถามใหม่อะไรเลย มนุษย์ถามคําถามนี้กันมาหลายพันปี ทั้งไม่เคยหยุดหาวิธีอยู่เป็นอมตะกันในรูปแบบต่างๆ แต่แน่นอนว่าการค้นพบและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ในช่วงหลายปีมานี้ ทําให้คอนเซ็ปต์ของความอมตะนั้นชัดเจนมากขึ้น ดูเหมือนว่าเราเข้าใกล้การมีชีวิตอยู่โดยไม่ตายเข้าไปทุกที

NOVA ScienceNOW

NOVA ScienceNOW

เช่นเดียวกับสารคดีที่พูดถึงการสูงวัย และวิทยาศาสตร์ที่จะทําให้เรา ไม่ตาย ก็มีการผลิตกันออกมามากมาย นั่นรวมถึง Can We Live Forever? ตอนหนึ่งของรายการ NOVA ScienceNOW ที่แพร่ภาพทางสถานี PBS ของอเมริกา โดยมีนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชื่อดังระดับเซเลบชาวอเมริกันอย่าง นีล เดอแกรส ไทสัน เป็นผู้ดําเนินรายการ

แม้ว่าการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยอายุอย่างก้าวกระโดดจะทําให้ ความรู้ของเรามาไกลกว่าวันที่แพร่ภาพในปี 2011 ไปมาก แต่มันก็ยังคงได้คะแนนเต็มในเรื่องการไล่เรียงเนื้อหาที่สนุก และทําให้เราเข้าใจแนวคิด เรื่องความเป็นอมตะว่ามันมีหน้าตาเป็นอย่างไรได้บ้าง

ตั้งแต่การลดอายุลงครึ่งหนึ่ง การไล่เปลี่ยนอะไหล่ ไปจนถึงการย้ายจิต เข้าไปใส่ในอวตาร ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาหรือศาสนา เราก็เชื่อกันมาตลอดว่าไม่มีอะไรอยู่ยั้งยืนยง แต่มนุษย์ก็ไม่เคยหมดความปรารถนาที่จะเอาชนะความจริงข้อนี้หรืออาจจะไม่จริงแล้ว และมนุษย์อาจกําลังเขียนสัจธรรมขึ้นใหม่ ความสนุกก็คือ รายการซึ่งตั้งคําถามว่าเราจะอยู่ตราบจนนิรันดร์ได้หรือไม่นี้ เริ่มเล่าเรื่องการเอาชนะความร่วงโรยด้วยการพาคนดูไปรู้จักกับชายเจ้าของรถยนต์ผู้ครองสถิติขับไกลที่สุดในโลก

2,741,000 คือตัวเลขเข็มไมล์ของรถคันดังกล่าว (4,411,212 กิโลเมตร) และเออร์วิน กอร์ดอน ครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ก็คือเจ้าของรถตายยากคันนี้โดยปกติแล้ว รถคันหนึ่งมีอายุใช้งานนับเป็นระยะทางไกลเท่าไร ว่ากันว่า 200,000 ไมล์คือมาตรฐานใหม่เมื่อไม่นานนี้เอง แต่นี่คือรถรุ่นปี 1966 และ เออร์วินขับมันมาแล้วกว่า 40 ปี นั่นหมายความว่าเขาใช้รถคันนี้มาเท่ากับที่คนทั่วไปจะเปลี่ยนไปแล้วกว่า 10 คัน ที่สําคัญวอลโว่รุ่น P1800 สีแดงคันนี้ยังคงดูแจ่มเจ้ง เงาวับ และใช้งานได้ดีไม่มีที่ติ

คําถามก็คือ หากเปรียบเทคโนโลยียืดอายุมนุษย์กับการยืดอายุรถยนต์ของเออร์วิน ตัวเลข 10 เท่านี้คือตัวเลขที่เป็นไปได้หรือไม่ แม้รถยนต์จะเป็นเครื่องจักร และมนุษย์จะเป็นสิ่งมีชีวิต แต่วิธีการยืดอายุกลับเริ่มต้นด้วยวิธีคิดที่ไม่ต่างกันนัก สําหรับรถยนต์ หากอยากให้มันอยู่ให้ใช้ได้นานๆก็ต้องรู้จักบํารุงรักษา เมื่อส่วนไหนเสียก็ต้องซ่อม และหากชํารุดจนซ่อมไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนอะไหล่

สําหรับรถวอลโว่ของเออร์วิน มันหมายถึงยาง 110 เส้น หัวเทียน 440 หัว น้ำมันเครื่อง 3,143 ควอร์ต กับไส้กรอง 788 ลูก และการยกเครื่องใหม่ อีก 2 ครั้ง คําถามก็คือ แล้วมนุษย์จะเปลี่ยนอะไหล่ได้เท่ากับรถยนต์ไหม และเรา ยกเครื่องใหม่ได้เลยหรือเปล่า ไม่ต้องสงสัย นั่นคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ผู้ต่อสู้กับความร่วงโรยกําลังพยายามหาวิธีกันอยู่ ในขณะที่เราอาจตั้งคําถามไปพร้อมกันว่า รถที่ยกเครื่องใหม่ยังถือเป็นรถคันเดิมหรือไม่ และคนที่ยกเครื่องใหม่จะยังคงเป็นคนเดิมอยู่หรือเปล่า

แต่ดูเหมือนว่า แวดวงวิทยาศาสตร์จะไม่ได้กังวลกับเรื่องการเป็นคนเดิมอยู่หรือเปล่า เท่ากับการต่อสู้กับปัญหาที่มีมาตลอดสําหรับการเปลี่ยนถ่าย อวัยวะ นั่นก็คือ การที่อวัยวะซึ่งได้รับบริจาคมาจากเจ้าของเก่าจะเข้ากันได้ กับร่างกายของเจ้าของใหม่ แต่แทนที่จะ “เปลี่ยน” อวัยวะ การ “ปลูก” มันขึ้นใหม่ด้วยเซลล์ตั้งต้นของผู้ป่วยเอง จึงไม่ต่างจากการทลายข้อจํากัดเดิม เพราะร่างกายของเรา ก็อยากจะรับเนื้อเยื่อที่สร้างขึ้นจากเซลล์ของเราเองมากกว่า ทั้งยังก้าวข้ามปัญหาในการรอคอยอวัยวะ ซึ่งถือเป็นเครื่องกีดขวางสําคัญอีกด้วย

วิทยาศาสตร์กําลังพาเราเข้าสู่ยุคที่มันจะปลูกเราขึ้นใหม่และไปไกลกว่านั้นอีก มันกําลังจะปลูกอวัยวะใหมโดยไม่ต้องใช้เซลล์ ตั้งต้นอะไรเลยเพราะเอาเข้าจริงสิ่งที่เราต้องการจากอวัยวะใหม่ก็คือการทํางานของมัน เราต้องการหัวใจที่เต้นได้ ปอดที่ยุบพองได้ และอยู่ได้ในร่างกายของเรา ไม่ว่ามันจะปลูกขึ้นจากอะไรก็ตาม นํามาสู่แนวคิดในการสร้างโครงสําหรับเพาะอวัยวะใหม่ โดยแทนที่จะใช้เซลล์ต้นกําเนิด ก็ใช้เพียงโปรตีนที่ตามปกติเซลล์อาศัยอยู่ โดยมีการค้นพบว่าสารเคมีที่นํามาขึ้นโครงได้ดี ก็คือสารทําความสะอาดในแชมพูที่เราใช้กันนี่เอง

ส่วนผลลัพธ์ก็คือ อวัยวะอย่างหัวใจที่มีสีขาวถึงใสถึงขุ่น คล้ายๆลูกตาลที่ปอกเปลือกออกแล้ว และมันเต้นได้จริงๆ นอกเหนือจากอวัยวะที่ได้รับการบริจาคและอวัยวะที่ปลูกขึ้นใหม่ อะไหล่มนุษย์ของเรายังรวมถึงอวัยวะที่พิมพ์ขึ้นมาใหม่หน้าตาเฉย ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ หลักการก็แค่เปลี่ยนจากวัสดุที่ใส่เข้าเครื่องพิมพ์อย่างพลาสติกมาเป็นเซลล์ เราก็สามารถพิมพ์หัวใจที่เต้นได้ออกมาจากเครื่องพิมพ์เช่นกัน

ถึงตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าเทคนิคหรือเทคโนโลยีไหนจะดีที่สุดสําหรับการขึ้นรูปอะไหล่ใหม่ของเรา และถึงวันหนึ่งเราจะปลูกหรือพิมพ์อวัยวะที่ซับซ้อน ที่สุดอย่างสมอง มาแทนที่สมองหลงๆลืมๆของเราได้หรือไม่ หรือไม่อย่างนั้น เราก็อาจถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นมนุษย์ที่ไม่มีวันหลงลืมอะไรอีกต่อไป นั่นพาเรามาถึงเทคโนโลยีต้านชราอันสําคัญ และกําลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน

ก่อนอื่นเราต้องเริ่มจากคําถามที่ว่าทําไมมนุษย์ที่มีอายุเท่ากันจึงแก่ไม่เท่ากัน ทําไมบางคนจึงเห็นว่าการร่วงโรยไปตามสภาพอายุเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่บางคนพยายามต้านทานแรงโน้มถ่วงอย่างที่สุด ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการกินยาและอาหารเสริมวันละ 150 เม็ด ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าเราจะมองความชราเป็น “ธรรมชาติ” หรือว่า เป็น “โรค” ที่ต้องได้รับการรักษา

นี่คือสิ่งที่สารคดีเกี่ยวกับการสูงวัยแทบทุกเรื่อง บอกกับเราว่ามันคือพื้นฐานความคิด สารคดี Breakthrough ทางช่อง National Geographic ที่แพร่ภาพเมื่อปลายปี 2015 ฉายภาพให้เราเห็นอย่างชัดเจนถึงความพยายามในการทําให้ FDA หรือสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ ยอมรับว่าการสูงวัยเป็นโรค เพื่อที่พวกเขาจะได้ทดลองใช้ยากับคนไข้ได้จริง พูดอีกอย่างก็คือ หากตีความให้การสูงวัยเป็นโรคได้ การพัฒนาเทคโนโลยี เรื่องนี้ก็จะไปไกลอย่างก้าวกระโดด เพราะในปัจจุบันก็ถือว่าจ่อรออยู่แล้ว

เรากําลังเดินทางมาถึงเทคโนโลยีต้านชราที่อยู่บนความคิดว่า แทนที่เราจะต้องคอยเปลี่ยนอะไหล่ เราก็แค่ดัดแปลงพันธุกรรมที่จะทําให้เราไม่แก่เลย ดีกว่า

สนับสนุนโดย ufabet