The secret ingredient is always cheese ที่มาของเนยแข็งแสนอร่อย ตอนที่ 2

ฟองดู: อาหารชีสคลาสสิกแห่งเทือกเขาแอลป์

ฟองดู: อาหารชีสคลาสสิกแห่งเทือกเขาแอลป์

เดิมชีสฟองดู (cheese fondue) เป็นสูตรอาหารชาวบ้านของ สวิตเซอร์แลนด์ ชาวบ้านบนเทือกเขาแอลป์พึ่งพาอาหารโดยเฉพาะชีส จากปศุสัตว์ ฟองดูเป็นวิธีปรุงอาหารหม้อเดียวอย่างชาญฉลาดโดยใช้ประโยชน์จากเศษชีสและขนมปังเก่า (เอามาจุ่มซอสชีส) ชื่อนี้มีที่มาจากคํากริยาในภาษาฝรั่งเศสคือ ฟงเดรอ (fondre “ละลาย”) และใช้ในความหมายว่า “ละลายแล้ว”

ชาวสวิสส่วนใหญ่เห็นพ้องว่าฟองดที่ดีต้องทําจากชีสหลายชนิดผสมกัน ทั้งชีสเนื้อแข็งอย่างกรูแยร์และเนื้อกึ่งแข็งอย่าง เอมเมนทาล หรือราเคลตต์ ผสมกับไวน์ขาวเหล้าเกียร์ชนิดหน่อย แป้ง 1 ช้อน (เพื่อป้องกันไม่ให้ส่วนผสมจับตัวกันข้นเหนียว) แล้วโรยเกลือ พริกไทย และลูกจันทน์เทศ

อย่างไรก็ตามอาหารจานนี้อาจเป็นแค่อาหารท้องถิ่นที่ถูกมองข้ามหากคนผู้หนึ่งไม่ก้าวเข้ามาผลักดัน เขาคือนักกินและผู้สนับสนุนชีสชาวฝรั่งเศสชื่อ ฌอง อองแตม บริยา-ซาวาแรง (Jean Anthelme Brillat-Savarin, 1755-1826) หนังสือคลาสสิกของเขา The Physiology of Taste (ตีพิมพ์ในปี 1825 ก่อนเขาเสียชีวิตแค่ 2 เดือน) มีข้อความที่ค่อนข้างแปลกเกี่ยวกับฟองดูโดยบรรยายว่ามันเป็น “ซุปซึ่งทําด้วยการทอดไข่ใส่ชีสตามสัดส่วนที่รู้ได้จากประสบการณ์”

สูตรนี้ถูกเจ้าหน้าที่สวิสประณามว่าเป็นสูตรไข่กวนใส่ชีสมากกว่าสูตรฟองดูของแท้ อย่างไรก็ตามอาหารจานนี้ได้รับความนิยมมากจนมิสซิสบีตันเลือกไปใส่ไว้ใน Book of Household Management ปี 1861 เธอชื่นชมอาหารจานนี้มาก บริยา ซาวาแรง คลั่งไคล้ชีสมากจนมีชีสชนิดหนึ่งตั้งชื่อตามเขา เป็นชีสเนื้อครีมข้นอ่อนนุ่มเหมือนบรีจากนอร์มังดี และเขานี่เองที่เอ่ยคําพูดอัน น่าจดจําว่า “อาหารค่ำที่ปราศจากชีสก็เหมือนหญิงงามที่มีตาข้างเดียว”

ฉีกยิ้มเหมือนแมวเชเชอ (to grin like a Cheshire cat) หมายความว่า คุณรู้สึกพอใจกับตัวเองหรือสิ่งที่ทําไปมากก็เลยยิ้มกว้าง นี่คือสํานวนที่ทําให้นึกถึงแมวเชเชอใน Alice’s Adventures in Wonderland (1865) ของ ลิวอิส แคร์รอลล์ ทันที ในเรื่องนี้แมวเจ้าปัญหาจะเกาะอยู่บนกิ่งไม้ แล้วค่อยๆล่องหนจนเหลือแค่รอยยิ้ม ว่าแต่แคร์รอลล์ได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เจ้าแมวยิ้มแป้นตัวนี้มาจากไหนกัน?

มีผู้เสนอแนะว่าอาจมาจากภาพแกะสลักรูปแมวบนหอคอยโบสถ์เซนต์วิลฟริดในหมู่บ้านแกรพเพนฮอลล์ ใกล้หมู่บ้านแดร์สบิวรีในมณฑลเชเชอซึ่งเป็นบ้านเกิดของผู้เขียน หรืออาจเกี่ยวข้องกับภาพแมวหรือสิงโตที่ยิ้มอย่างดูฉงน ซึ่งว่ากันว่าอยู่บนตราประจําตระกูลใหญ่ในเชเชออย่างตระกูลกรอสเวอเนอร์ หากเป็นไปตามกรณีนี้ก็ต้องมีคนอื่นได้แรงบันดาลใจแบบเดียวกันเพราะสํานวนนี้ปรากฏในงานที่เก่ากว่านั้นมากนั่นคือ The Classical Dictionary of the Vulgar Tongue (1788) โดย ฟรานซิส โกรส

ในนั้นมีข้อความว่า “เขาฉีกยิ้มเหมือนแมวเชเชอ ซึ่งหมายถึงใครก็ตามที่หัวเราะเห็นเหงือกเห็นฟัน” อีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อมโยงสํานวนนี้กับชีสเชเชอ (Cheshire cheese) ซึ่งเชื่อว่าเคยทําขายในแม่พิมพ์รูปแมวที่ดูเหมือนกําลังยิ้ม ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคงเขมือบหนูที่อยากกินชีสไปแล้วสองสามตัว และเมื่อคนตัดชีสจาก “ตัว” แมวเหลือแค่ส่วนหัวเหมือนตัวละครแมวในหนังสือของแคร์รอลล์

ให้นิยามเชดดาร์: เนยแข็งของคนทั่วโลก

ให้นิยามเชดดาร์: เนยแข็งของคนทั่วโลก

เชดดาร์ชีส (Cheddar cheese) กําเนิดจากหมู่บ้านเชดดาร์ในซัมเมอร์เซตและผลิตกันมาตั้งแต่ปี 1170 เป็นอย่างน้อย พบหลักฐานนี้ในบันทึกของพระเจ้าเฮนรีที่ 2 (1133-1189) ว่าพระองค์ทรงสั่งชีสชนิดนี้จํานวน 10,500 ปอนด์ให้มาส่งที่ลอนดอน

หลังจากนั้นหลายร้อยปีก็มีชายผู้หนึ่งได้ชื่อว่าคิดค้น “สูตรหลัก” ของชีสชนิดนี้และถือเป็น “บิดาแห่งเชดดาร์ชีส” เขาคือ โจเซฟ ฮาร์ดิง (Joseph Harding, 1805-1876) เจ้าของโรงรีดนม เขาเป็นผู้แนะนําวิธีทําชีสที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้นโดยควบคุมความสะอาดและอุณหภูมิอย่างเคร่งครัด นี่คือเทคนิคที่กลายเป็นพื้นฐานของอุตสาหกรรมผลิตชีสในปัจจุบัน อันที่จริงเขามีศรัทธาในกระบวนการผลิตนี้มากจนถึงกับพูดว่า “ชีสไม่ได้เกิดในทุ่ง ในคอกวัว หรือแม้แต่ในตัววัว แต่เกิดในโรงรีดนม”

จากนั้นฮาร์ดิงก็ให้คําปรึกษาผู้ผลิตชีสจากอเมริกาซึ่งนําแนวคิดของเขาข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกกลับไป และประเทศอื่นๆก็รับเทคนิคของเขาไปใช้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงมีการผลิตชีสที่คล้ายเชดดาร์อยู่ทั่วทุกมุมโลก ชีสที่เรียกว่า “เชดดาร์” นั้นมีแหล่งผลิตอยู่หลายแหล่ง แต่หากจะได้ชื่อว่าเป็นเชดดาร์แท้ต้องผลิตในระยะ 30 ไมล์จากมหาวิหารเวลส์

เช่นเดียวกับพาร์เมซาน สหภาพยุโรปมอบสถานะ “ปกป้องแหล่งกําเนิด” ให้เชดดาร์ ดังนั้นจึงมีเพียงเวสต์คันทรีฟาร์มเฮาส์เชดดาร์ (West Country Farmhouse Cheddar) เท่านั้นที่สหภาพยุโรปยอมรับอย่างเป็นทางการ ชื่อยี่ห้อนี้ใช้ได้ต่อเมื่อผลิตตามกรรมวิธีดั้งเดิมในเขตปกครอง 4 เขตของอังกฤษ ได้แก่ ดอร์เซต, ซัมเมอร์เซต, เดวอน และคอร์นวอลล์ ฉะนั้นหากคุณเจอเชดดาร์ชีสจากแหล่งอื่น (ซึ่งตามซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีเต็มไปหมด) ให้รู้ไว้เลยว่ามันไม่ใช่ของแท้

พอร์ตซาลุต: เงียบไว้แล้วจะดีเอง

พอร์ตซาลุต (Port Salut)

พอร์ตซาลุต (Port Salut) เป็นชีสฝรั่งเศสชนิดกึ่งนุ่มที่ดูโดดเด่นไม่เหมือนใครด้วยการใส่เปลือกส้ม ถือกําเนิดในศตวรรษที่ 19 โดยฝีมือของพวกทรัปปิสต์ (Trappist) หรือคณะบาทหลวงนิกายคาทอลิกผู้เคร่งครัดและทําตามกฎของนักบุญเบเนดิกต์ (อยู่รวมกันเป็นชุมชนภายใต้การปกครองของเจ้าอาวาส) อารามดั้งเดิมสร้างในปี 1122 โดยโรตรูที่ 3 กงต์ดู แปซ (Rotrou II, comte du Perche) เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ภรรยาผู้เป็นพระธิดานอกสมรสของพระเจ้าเฮนรีที่ 1 พระนางเสียชีวิต พร้อมสมาชิกราชวงศ์ครึ่งหนึ่งที่จมน้ำตายในช่องแคบอังกฤษเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 1120

เหตุการณ์นี้เป็นที่รู้จักในชื่อหายนภัยไวต์ชิป (White Ship disaster) (เป็นเหตุการณ์ที่โด่งดังพอๆ กับเหตุการณ์เรือไททานิกล่มในศตวรรษที่ผ่านมา) ไม่กี่ปีต่อมาโรตรูก็ขยายอารามแล้วเปลี่ยนเป็น โบสถ์ จากนั้นก็ยกให้บาทหลวงจากวิหารใกล้เคียงซึ่งสมัยนั้นขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งครัด พอปี 1140 โบสถ์ลาทรัปป์ (La Trappe) ก็ได้เลื่อนชั้นเป็นวิหารและบาทหลวงฝรั่งเศสผู้เคร่งครัดกลุ่มหนึ่งก็อยู่ที่นั่นต่อมาอีก 2 ศตวรรษ กระทั่งปี 1337 เมื่อความสงบสุขถูกทําลายด้วยสงครามร้อยปี

ในปี 1376 อารามลาทรัปป์ถูกทหารที่ผ่านมาแถวนั้นปล้นและเผาทําลาย เหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้ำอีกครั้งในปี 1465 จนบาทหลวงจําต้องย้ายออกไป จากนั้นวิหารก็ถูกทิ้งร้างกลายเป็นซากปรักหักพังจนถึงศตวรรษที่ 16 เมื่อวิหารได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ หลังจากนั้นโชคชะตาของวิหารหลังนี้ก็ดีขึ้นโดยเฉพาะเมื่ออยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าอาวาสคนใหม่ชื่อ อาร์มอง เดอ รองเซ (Armand de Rancé) ผู้มารับตําแหน่งในปี 1662 และริเริ่มโครงการปฏิรูปอันเรียบง่ายจนนําไปสู่การก่อตั้งคณะทรัปปิสต์ (ตั้งชื่อตามวิหาร)

นอกจากเคร่งครัดยึดมั่นในกฎของนักบุญเบเนดิกต์ด้วยการสาบานตนว่าจะมั่นคง จงรักภักดี และเชื่อฟังแล้ว นักบวชเหล่านี้ยังยึดถือกฎแห่งความเงียบด้วย แม้คณะทรัปปิสต์ไม่ต้องสาบานตนเรื่องนี้ บาทหลวงทั้งหลายก็ไม่ค่อยเปิดปากพูด พวกเขาจึงคิดค้นภาษามือเพื่อสื่อสารกันเอง

ในปี 1789 ความสงบสุขโดนคุกคามอีกครั้งจากฝีมือทหารที่ทําการปฏิวัติ บาทหลวงจําต้องทิ้งอารามลาทรัปป์ไปอีกหน หลังจากลี้ภัยไป 20 ปี (ระหว่างนั้นก็ได้เรียนรู้ทักษะเพื่อความอยู่รอดใหม่ๆรวมถึงการทําชีส) พวกเขาก็พบบ้านหลังใหม่ในที่สุด ลงหลักปักฐานกันบริเวณที่ราบลุ่มริมแม่น้ำมาแยนน์ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ตอนค้นพบสถานที่แห่งนี้ครั้งแรก ว่ากันว่าบรรดาบาทหลวงถึงกับอุทานว่า “อิชิ เอ โน้ทเทรอะ ซาล” (“lciestnotre salut แปลว่า “นี่คือหนทางแห่งความรอดของเรา!”) ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงตั้งชื่อให้วิหารแห่งใหม่ (และชีสแสนอร่อย ชนิดใหม่ที่คิดขึ้นได้ในเวลาต่อมา) ว่าพอร์ตชาลุต (ท่าแห่งความรอด)

ศิลปะโบราณของการทําชีสให้เป็นเค้ก

ศิลปะโบราณของการทําชีสให้เป็นเค้ก

ชาวกรีกโบราณอยู่ได้ด้วยอาหารมื้อประหยัดที่ทําจากข้าวสาลี น้ำมันมะกอก และไวน์ ดังนั้นจึงเข้าใจได้ไม่ยากว่าทําไมพวกเขาถึงคลั่งชีสนักหนา ชาวกรีกให้ชีสกับลูกหลานเหมือนเป็นของกินพิเศษ “ชีสน้อย” (Title cheese) เป็นคําพิเศษแสดงความรักใคร่ชีสชนิดแรกสุดของชาวกรีก คือชีสนมแกะเรียบง่ายซึ่งเก็บไว้ในน้ําเกลือเพื่อถนอมไม่ให้ความร้อนรุนแรงในฤดูร้อนทําให้อาหารเสีย

ชีสชนิดหนึ่งชื่อ เฟตา (feta) ถูกผลิตมาหลายร้อยปีแล้ว และยังคงเป็นอาหารหลักของคนกรีกในปัจจุบัน แม้ว่าชื่อเฟตาซึ่งมาจากคําในภาษาอิตาลีว่า เฟตตา (fetta) หรือ “ชิ้น” (slice) จะยังไม่มีการใช้จนกระทั่งศตวรรษที่ 17 ก็ตาม รสชาติจืดๆของเฟตาทําให้มันเป็นชีสที่อเนกประสงค์อย่างยิ่ง ใส่อาหารคาวหรือหวานก็อร่อยทั้งนั้น ใช้ทําชีสเค้กได้ด้วย

เรื่องนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ชาวกรีกโบราณทําชีสเค้กไว้กินในโอกาสพิเศษ นักประวัติศาสตร์เชื่อว่ามีการทําชีสเค้กให้นักกีฬาระหว่างการแข่งขันโอลิมปิกครั้งแรกเมื่อปี 776 ก่อนคริสตกาลด้วยซ้ำ โดยสันนิษฐานว่าเป็นส่วนหนึ่งของอาหารสําหรับนักกีฬาที่มีชีสเป็นองค์ประกอบหลัก เค้กแต่งงานในยุคนั้นทําจากชีสเกือบทั้งหมด

ส่วนที่อาร์โกส (Argos) ก็มีธรรมเนียมให้เจ้าสาวนําชีสเค้กทาน้ำผึ้งชิ้นเล็กมาให้เพื่อนๆของเจ้าบ่าวกิน จากนั้นชาวโรมันรับช่วงอาหารกรีกชนิดนี้ไปอย่างรวดเร็ว มีการระบุถึงชีสเค้กครั้งแรกใน De agri cultura (“ว่าด้วยเกษตรกรรม”) ของคาโตผู้อาวุโส (Cato the Elder) เมื่อราวปี 160 ก่อน คริสตกาล ผู้เขียนบรรยายการทําเค้ก (lbum) วิธีทําใกล้เคียงกับชีสเค้กในปัจจุบันอย่างยิ่ง ดังนั้นคราวต่อไปหากคุณกินชีสเค้กสักชิ้น (fetta) ก็ขอให้หยุดคิดสักนิดว่ามนุษย์เรากินอาหารชนิดนี้กันมานานแล้ว

กลิ้งชีส: วิธีเสิร์ฟดับเบิลกลอสเตอร์แบบคึกคัก

กลิ้งชีส: วิธีเสิร์ฟดับเบิลกลอสเตอร์แบบคึกคัก

ทุกปีในวันหยุดธนาคารช่วงฤดูใบไม้ผลิ ประชาชนแห่งหมู่บ้านบรอกเวิร์ธ (Brockworth) ใกล้เมืองกลอสเตอร์ จะจัดการแข่งขันที่คูเปอร์ส ฮิลล์ งานนี้เริ่มต้นจากเทศกาลเล็กๆในท้องถิ่นก่อนจะเติบโตเป็นงานใหญ่ ซึ่งมีการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางและมีผู้มาเยือนหลายพันคนจากทั่วโลก

ไม่มีใครจําได้แน่ชัดว่างานนี้เริ่มต้นอย่างไรหรือด้วยเหตุใด หรืออะไรทําให้ชาวบ้านมารวมตัวกันบนยอดเขาแล้วกลิ้งชีสก้อนใหญ่ลงมาตามเนินที่สูงชันและขรุขระ จากนั้นก็วิ่งตามลงมาด้วยความเร็วสูงเพื่อแข่งกัน ว่าใครจะถึงตีนเขาเป็นคนแรก ชีสที่ใช้คือดับเบิลกลอสเตอร์ (Double Gloucester) เป็นชีสเนื้อแข็งผลิตในท้องถิ่นและมักทําเป็นชิ้นกลมใหญ่ หลังจากกลิ้งลงเขาแล้วผู้เข้าแข่งขันคนแรกที่มาถึงเส้นชัยจะได้ชีสก้อนนี้

เป็นรางวัลตามหลักการควรเป็นรางวัลให้กับผู้ที่ไล่ตามมาคว้ามันได้ทัน แต่เนื่องจากชีสอาจกลิ้งเร็วถึง 70 ไมล์ต่อชั่วโมง เงื่อนไขนี้ก็เลยโหดไปหน่อย คงไม่ต้องบอกว่ามีคนบาดเจ็บจนเป็นเรื่องปกติ และชีสหนัก 7 ปอนด์ก็มักกลิ้งออกนอกเส้นทางไปโดนคนดูผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เป็นประจํา ถึงอย่างนั้นแต่ละปีก็มีผู้ร่วมแข่งขันหลายร้อยคน บ่อยครั้งพวกเขาตัดสินใจเข้าร่วมหลังจากถูกกลยุทธ์ที่จะใช้ในร้านเหล้าชื่อชีสโรลเลอร์ส (Cheese Rollers) ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับสถานที่จัดการแข่งขัน หลายคนคิดว่าร้านเหล้าแห่งนี้มีส่วนอย่างมากในการทําให้ผู้เข้าแข่งขัน “กระตือรือร้นเกินเหตุ” รวมทั้งทําให้ต้องมีรถพยาบาลจอดรอตรงตีนเขาเสมอ

เป็นที่รู้กันว่าการแข่งขันกลิ้งชีสและงานเลี้ยงฉลองแห่งคูเปอร์ส ฮิลล์ (The Coopers Hill Cheese Rolling and Wake นี่แหละชื่อเต็ม ของการแข่งขัน) เป็นเทศกาลประจําปีมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 และอาจมีมานานกว่านั้นด้วยซ้ำ บางทีอาจเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพวกนอกศาสนา (ด้วยเหตุนี้เทศกาลสมัยใหม่จึงจัดในวันหยุดธนาคารช่วงฤดูใบไม้ผลิ) ในช่วงที่มีการปันส่วนอาหารระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง มีการใช้แกนไม้ใส่ชีสชิ้นเล็กๆไว้ข้างในมากลิ้งแทน เพื่อให้ยังจัดการแข่งขันและกลิ้งชีสต่อไปได้

เราอาจสรุปเหตุการณ์นี้ได้ว่าเป็นงานที่ชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งวิ่งไล่ตามชีสที่กลิ้งลงมาตามลาดเขาสูงชันและแข่งกันเข้าแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล ส่วนเหตุใดคนถึงอยากกินชีสซึ่งกลิ้งลงคูเปอร์สฮิลล์ด้วยความเร็วเกือบเกินขีดจํากัดของรถยนต์บนท้องถนน โดยเฉพาะเมื่อมันทําให้คนดูผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวต้องเลือดตกยางออกไปด้วยแบบนี้ ก็เป็นเรื่องจนปัญญาที่จะรู้ได้

บิสกิตที่ผ่านการคัดสรรมาให้กินคู่ชีส

บิสกิตที่ผ่านการคัดสรรมาให้กินคู่ชีส

หากภาพวาดต้องการกรอบรูปมาเสริมความงาม ชีสที่ดีก็ต้องการบางสิ่งเพื่อให้มันแสดงศักยภาพสูงสุด ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดมื้ออาหารจึงมักมีการเสิร์ฟชีสกับบิสกิตรสจืดซึ่งมักเป็นแบบพื้นๆเพื่อเสริมความข้นมันของชีส บิสกิตชนิดหนึ่งที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดคือบิสกิตน้ำแผ่นบางและแข็ง เนื้อสัมผัสร่วน มีฟองอากาศสีน้ำตาลทองอยู่ทั่วแผ่น ส่วนผสมใช้แค่แป้งกับน้ำ ไม่ใส่ไขมัน นําไปเข้าเตาอบความร้อนสูงมากเพื่อให้ผิวหน้าของเป็นสีน้ำตาลโดดเด่น

สิ่งที่อาจจะทําให้เจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำสุดหรูที่เสิร์ฟบิสกิตชนิดนี้กับจานชีสที่คัดสรรมาแล้วประหลาดใจได้ก็คือมันเป็นลูกหลานของบิสกิตประจําเรือซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวเรือ จนถึงศตวรรษที่ 20 นอกจากเป็นอาหารที่โดนรังเกียจแล้วยังขึ้นชื่อว่ามักมีหนอนแมลงชอนไชด้วย เดิมบิสกิตน้ำผลิตในศตวรรษที่ 19 ส่วนในอเมริกาเรียกว่าแครกเกอร์น้ำ (water cracker) จากเสียงก๊อกแก๊กๆที่ดังระหว่างการอบ จากนั้นคําว่า “แครกเกอร์” ก็ถูกนําไปใช้กับบิสกิตธรรมดาชนิดอื่นๆที่คล้ายคลึงกัน

เค้กข้าวโอ๊ตเป็นอาหารหลักดั้งเดิมของพลเมืองแห่งเลกดิสทริกต์แถบเพนไนน์สและที่ราบสูงแห่งสกอตแลนด์ เหตุที่ใช้ข้าวโอ๊ตเพราะเป็นธัญพืชชนิดเดียวที่ออกรวงในภูมิอากาศหนาวเย็นและเปียกชื้นของพื้นที่สูงบริเวณดังกล่าว จากคําจํากัดความข้าวโอ๊ตใน Dictionary of the English Language (1755) แซมวล จอห์นสัน ตั้งข้อสังเกตเชิงจิกกัดไว้ว่าเป็น “ธัญพืชซึ่งในอังกฤษมักใช้เลี้ยงม้า แต่ในสกอตแลนด์ใช้เลี้ยงคน” ในบางพื้นที่ของสกอตแลนด์การปรุงเบลเทนแบนน็อก (Beltane bannock) อันเป็นเค้กข้าวโอ๊ตชนิดหนึ่ง เป็นธรรมเนียมยอดนิยม

ชื่อนี้มาจากเทศกาลไฟของพวกนอกศาสนาซึ่งจัดปีละ 4 ครั้ง โดยเรียกครั้งที่ 2 ว่าเบลเทน ตามธรรมเนียมจะมีการอบเค้กข้าวโอ๊ตจากถ่านในกองไฟประจําเทศกาลที่ยังคุอยู่ ว่ากันว่าถ้าคุณกินชิ้นหนึ่งตอนเช้าวันเบลเทน (1 พฤษภาคม) ก็รับประกันได้ว่าพืชผลและปศุสัตว์จะอุดมสมบูรณ์ยิ่ง

บิสกิตเนื้อหยาบร่วนและหวานหน่อยๆที่เรารู้จักกันในชื่อ ไดเจสทีฟ (digestive) ได้ชื่อนี้เพราะมีผู้เชื่อว่าโซเดียมไบคาร์บอเนตที่อยู่ในสูตรยุคแรกๆช่วงศตวรรษที่ 19 ทําให้มันมีคุณสมบัติช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร แต่ปรากฏว่านี่เป็นความเชื่อที่ผิดเพราะบิสกิตไดเจสทีฟไม่ช่วยย่อยอาหารแต่อย่างใด ดังนั้นจึงถูกห้ามใช้ชื่อนี้เมื่อขายในอเมริกา

บิสกิตซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในฐานะอาหารควบคุมน้ำหนักคือ บาธ โอลิเวอร์ (Bath Oliver) คิดค้นโดย ดร. วิลเลียม โอลิเวอร์ (Dr William Oliver, 1695-1764) แห่งบาธในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เมืองแห่งนี้กลายเป็นรีสอร์ตสุขภาพ ว่ากันว่าบิสกิตแห้งแข็งชนิดนี้คิดทําขึ้นมาแทนบาธบัน (Bath bun) (น่าจะคิดค้นโดยโอลิเวอร์เช่นกัน) หลังจากเขาพบว่าบาธบัน ทําให้ผู้ป่วยโรคไขข้ออักเสบที่ดูแลอยู่น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากเกินไป

แต่ปรากฏว่าบิสกิตชนิดใหม่ก็ทําให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากเช่นกันเมื่อคนไข้ของโอลิเวอร์พบว่ามันกินคู่กับชีสแคลอรีสูงแล้วอร่อยมาก (แน่ละ) บิสกิตบาธโอลิเวอร์ของแท้ต้องมีลายรูปคุณหมอคนเก่งตรงกลางแผ่นเพื่อยกย่องผู้คิดค้นตราบนานเท่านาน

สิ่งสุดท้ายในบรรดาบิสกิตที่คัดสรรมานี้ไม่ใช่บิสกิตเสียทีเดียวแม้จะเสิร์ฟคู่ชีสอยู่บ่อยๆ เหตุเนื่องจากออกุสต์เอสคอฟฟิเอร์ได้แรงผลักดันจากความสําเร็จของพืชเมลบาและมิตรภาพที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างเขากับคุณหญิงผู้เป็นที่มาของชื่ออาหารดังกล่าว เขาจึงคิดทําอาหารอีกจานเพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ

เช้าวันหนึ่งระหว่างพักอยู่ที่โรงแรมซาวอย นักร้องคนดังบ่นว่ารู้สึกไม่สบาย ดูเหมือนจะกินขนมปังปิ้งที่เป็นอาหารเช้าไม่ลง เอสคอฟฟิเอร์ผู้ยืนอยู่ข้างโต๊ะเธอรีบคว้ามีดคมและ (ตรงข้ามกับสิ่งที่เหล่าผู้อยู่แวดล้อมแม่ดีวาจอมขี้บ่นอยากทําใจจะขาด) ใช้มันเฉือนขนมปังปิ้ง แทนที่จะเป็นตัวนักร้องสาวจอมเรื่องมาก เขาบรรจงฝานขนมปังปิ้งเป็นแผ่นบางๆ 2 แผ่นเพื่อให้สุภาพสตรีผู้ยิ่งใหญ่กลืนได้ง่ายขึ้น แถมยังทําให้อ้วนน้อยลงครึ่งหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักร้องผู้พยายามลดน้ำหนักอยู่เสมอ พอใจ

นับตั้งแต่เช้าวันนั้นที่โรงแรมซาวอยในปี 1897 ขนมปังปิ้งเมลบาก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ค้นพบว่ามันเหมาะจะกินคู่กับซุปหรือปาเต ยิ่งกินกับชีสยิ่งอร่อยเข้าไปใหญ่

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet