The secret ingredient is always cheese ที่มาของเนยแข็งแสนอร่อย ตอนที่ 2

ฟองดู: อาหารชีสคลาสสิกแห่งเทือกเขาแอลป์

ฟองดู: อาหารชีสคลาสสิกแห่งเทือกเขาแอลป์

เดิมชีสฟองดู (cheese fondue) เป็นสูตรอาหารชาวบ้านของ สวิตเซอร์แลนด์ ชาวบ้านบนเทือกเขาแอลป์พึ่งพาอาหารโดยเฉพาะชีส จากปศุสัตว์ ฟองดูเป็นวิธีปรุงอาหารหม้อเดียวอย่างชาญฉลาดโดยใช้ประโยชน์จากเศษชีสและขนมปังเก่า (เอามาจุ่มซอสชีส) ชื่อนี้มีที่มาจากคํากริยาในภาษาฝรั่งเศสคือ ฟงเดรอ (fondre “ละลาย”) และใช้ในความหมายว่า “ละลายแล้ว” Continue reading The secret ingredient is always cheese ที่มาของเนยแข็งแสนอร่อย ตอนที่ 2

The secret ingredient is always cheese ที่มาของเนยแข็งแสนอร่อย ตอนที่ 1

ลิตเติลมิสมัฟเฟตกินอะไร?

Little Miss Mupphet Cheese

การพัฒนาเกษตรกรรมแบบมีระบบเมื่อราว 7,000 ปีก่อน คริสตกาลทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นั่นคือสัตว์ไม่ได้มีดีแค่เนื้ออีกต่อไป และทันทีที่มนุษย์เริ่มรีดนมจากสัตว์ที่เลี้ยงไว้ วิธีการเก็บรักษาของเหลวรสอร่อยเปี่ยมคุณค่าทว่าเสียเร็วนี้ก็กลายเป็นปัญหาที่ต้องรีบหาทางออก เป็นไปได้ว่ารูปแบบแรกเริ่มของชีสอาจเป็นนมเปรี้ยวเกิดจากการสังเกตว่านมที่ทิ้งไว้ในภาชนะจะจับตัวกันเป็นก้อนเมื่ออุณหภูมิสูง อย่างไรก็ตามตํานานที่เล่ากันทั่วไปบอกว่าชีสเป็นการค้นพบโดยบังเอิญ คล้ายกับสเด็กทาร์ทาร์ทั้งยังมีกําเนิดจากเอเชียกลางเหมือนกัน Continue reading The secret ingredient is always cheese ที่มาของเนยแข็งแสนอร่อย ตอนที่ 1

Life is short, eat dessert first! ประวัติของเมนูขนมหวานที่เรารัก ตอนที่ 4

จากอาหารรสเลิศของอาหรับสู่ของอร่อยแบบอเมริกัน: เรื่องเล่าของไอศกรีม

จากอาหารรสเลิศของอาหรับสู่ของอร่อยแบบอเมริกัน: เรื่องเล่าของไอศกรีม

ปัจจุบันเราอาจไม่เห็นความสําคัญ แต่ก่อนหน้าจะมีเทคโนโลยีแช่เย็น การได้ครอบครองน้ำแข็งในช่วงอากาศร้อนหรือตลอดฤดูร้อนถือเป็นความเลิศหรูที่มีได้เฉพาะเศรษฐีเท่านั้น ตั้งแต่ยุคโบราณมีสิ่งปลูกสร้างพิเศษอย่างหนึ่งที่เรียกกันว่าโรงน้ำแข็ง สร้างขึ้นเพื่อเก็บน้ำแข็งและหิมะที่รวบรวมในฤดูหนาวเพื่อให้คงสภาพอยู่ได้ในฤดูร้อนซึ่งอุณหภูมิสูงลิ่ว Continue reading Life is short, eat dessert first! ประวัติของเมนูขนมหวานที่เรารัก ตอนที่ 4

Life is short, eat dessert first! ประวัติของเมนูขนมหวานที่เรารัก ตอนที่ 3

หวานกว่าได้เปรียบ: เหตุใดทรัยเฟิลอยู่ได้นานกว่าคู่แข่ง?

ทรัยเฟิล (Trifle)

เฮดจ์ฮอกพุดดิ้ง (hedgehog pudding) ทิปซีเค้ก (tipsy cake) แทนซี (tansy) ซิลลาบับ (syllabub) ฟลัมเมอรี (fummery) จังเกต (junket) และทรัยเฟิล ในบรรดาของหวานยอดนิยมตามงานเลี้ยงแห่งศตวรรษที่ 18 เหล่านี้ หนึ่งเดียวที่อยู่รอดและได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันคือพุดดิ้งเย็นรสเข้มข้นที่รู้จักกันในชื่อทรัยเฟิล ชื่อนี้มาจากคําในภาษาฝรั่งเศสโบราณคือ ตรูเฟลอ (trufte) หมายถึงสิ่งที่ไม่สําคัญหรือมีผลกระทบน้อย ทรัยเฟิลสูตรแรกๆคล้ายฟูลมาก แทบจะเรียก 2 ชื่อนี้สลับกันได้อยู่หลายปี Continue reading Life is short, eat dessert first! ประวัติของเมนูขนมหวานที่เรารัก ตอนที่ 3

Life is short, eat dessert first! ประวัติของเมนูขนมหวานที่เรารัก ตอนที่ 2

ออเรนจ์ฟูลของสโมสรบูเดิลที่มีแต่สุภาพบุรุษเท่านั้นที่ได้ลองลิ้มชิมรส

ออเรนจ์ฟูลของบูเดิล (Boodle's orange fool)

“สุภาพบุรุษ” ตามความหมายในศตวรรษที่ 17-19 คือผู้ชายที่มีฐานะเลี้ยงตัวได้ มีชีวิตสุขสบายจากมรดกตกทอดก้อนใหญ่ กิจกรรมของสุภาพบุรุษในยุคสงบสุขคือออกงานสังคมและเล่นการพนัน ไม่เคยต้องทํางานจริงจัง ก่อนสโมสรไวต์สเปิดกิจการในปี 1693 บรรดาสุภาพบุรุษจะรวมตัวกันเล่นไพ่และดื่มตามร้านเหล้าซึ่งมีชื่อเสียงฉาวโฉ่มากน้อยต่างกันไป สโมสรสุภาพบุรุษแห่งแรกนี้เป็นสถานที่พักพิงสําหรับชาวอังกฤษชั้นกลางค่อนไปทางสูง รวมทั้งเป็นที่รับประทานอาหารและสังสรรค์ของผู้ชาย (ไม่รับผู้หญิงเด็ดขาด) ที่มีสถานะทางสังคมเท่าเทียมกัน สโมสรไวด์สประสบความสําเร็จอย่างรวดเร็ว กลายเป็นสถานที่สําหรับสมาชิกในวงจํากัดและยากจะเข้าร่วม ต้อนรับเฉพาะคนรวยลอยชายเท่านั้น ใครที่มีงานการรวมถึงผู้พิพากษาอาวุโสและนักการเมืองไม่มีสิทธิ์เข้าร่วม

เจ็ดสิบปีต่อมา วิลเลียม เพตตี เอิร์ลแห่งเชลเบิร์นคนที่ 2 (William Petty, 2nd Earl of Shelburne, 1737-1805) ว่าที่นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรตัดสินใจตั้งสโมสรของตนเอง เชลเบิร์นต้องการสิ่งที่แตกต่างนั่นคือสโมสรของพรรคทอรี (Tory) หรือเป็นสถานที่ให้บรรดาสุภาพบุรุษได้มาถกเรื่องการเมืองและเล่นไพ่กัน สถานที่แห่งนี้บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมโดยหัวหน้าบริกรผู้สูขุมของลอร์ดเชลเบิร์นชื่อ เอดเวิร์ด บูเดิล (Edward Boodle) และชื่อของเขาก็กลายเป็นชื่อสโมสร แน่นอนว่าบูเดิลไม่ใช่สุภาพบุรุษตามความหมายสมัยนั้น แต่เขาเป็นคนสนิทของพวกสุภาพบุรุษ

ไม่นานสโมสรบูเดิลก็มีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วในฐานะสโมสรที่ไม่มีเรื่องอื้อฉาวใดๆ แม้แต่เหรียญยังสะอาดหมดจดเพราะนําไปต้มก่อนให้สมาชิก ที่นั่นมีกฎกติกาเคร่งครัด ผู้รับใช้ต้องสวมกางเกงขี่ม้ายาวแค่เข่าสีดํา หากใครต้องการกินอาหารในชุดที่ไม่เหมาะสมก็ต้องไปใช้บริการห้องอาหารที่ไม่เป็นทางการชื่อ “ห้องสกปรก” และที่นี่ก็เหมือนสโมสรไวต์สตรงที่ไม่ต้อนรับผู้หญิงยกเว้นคนที่ มาทําความสะอาด ลักษณะอันเป็นทางการทั้งยังน่านับถือเหล่านี้ทําให้เมื่อเวลาผ่านไปสโมสรบูเดิลก็กลายเป็นสโมสรตัวอย่างสําหรับสุภาพบุรุษ ถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นป้อมปราการอันไม่อาจบุกทะลวงได้สําหรับท่านชายเลยทีเดียว

ในบทละครเรื่อง An Ideal Husband (1895) ของ ออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wide) ลอร์ดกอริง (Lord Goring) ผู้เป็นชายโสดขึ้นคานถูกมองว่าเป็น “ผลิตผลของสโมสรบูเดิล” และคู่ปรับเพศหญิงอย่างมิสซิสเซเวลีย์ (Mrs Cheveley) ก็ใช้คําพูดจิกกัดโดยบอกว่าเขาสะท้อน “ข้อดีเด่นทุก ประการของสถาบันแห่งนี้”

เมื่อเวลาผ่านไปสโมสรบูเดิลก็ยังคงเป็นหนึ่งในสโมสรสุภาพบุรุษที่มีชื่อเสียงที่สุด ในบรรดาผู้มีชื่อเสียงที่เกี่ยวพันกับสโมสรแห่งนี้มี เอียน เฟลมิง รวมอยู่ด้วย เขาเป็นสมาชิกและใช้สโมสรบูเดิลเป็นต้นแบบของสโมสรเบลดส์ที่ เจมส์ บอนด์ เป็นสมาชิก อาหารจานเด็ดของที่นี่ก็ขึ้นชื่อเช่นกัน ออเรนจ์ฟูลของบูเดิล (Boodle’s orange fool) ทั้งหวานมัน ให้ความอุ่นใจ และอร่อยเลิศล้ำไม่ผิดจากตัวสโมสร มันทําจากเค้กฟองน้ำเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นคั่นด้วยวิปครีมผสมเปลือกส้มกับเปลือกเลมอน ดูโดยรวมแล้วเหมือนทรัยเฟิลมากกว่าฟูล ปัจจุบันหากินได้ทั่วไปไม่เกี่ยงเพศและชนชั้น

พีชเมลบา: พุดดิ้งที่ทําให้ดีวาละลาย

พีชเมลบา

ออกุสต์ เอสคอฟฟิเอร์ (1846-1935) เป็นเชฟชาวฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นเจ้าของร้านอาหารและนักเขียน เขาคือบุคคลสําคัญในวิวัฒนาการอาหารฝรั่งเศสสมัยใหม่ ในทศวรรษ 1880 เขาร่วมมือกับบุคคลผู้มีชื่อเสียงพอๆกันคือ เซซาร์ ริตซ์ (Cesar Ritz ผู้ก่อตั้งโรงแรมริตซ์ในลอนดอน) บริหาร โรงแรมซาวอยตามคําเชิญของ ริชาร์ด ดิออยลี่ คาร์ต เอสคอฟฟิเอร์คิดค้นอาหารสุดแสนโด่งดังหลายจานที่นั่น

นอกเหนือจากเป็นพ่อครัวที่คนยกย่องกันมากที่สุดในลอนดอนช่วงทศวรรษ 1890 แล้วเอสคอฟฟิเอร์ยังเป็นแฟนโอเปราตัวยงด้วย ตํานานเล่าว่าเขาผูกมิตรกับหนึ่งในนักร้องโอเปราผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยนั้นอย่างคุณหญิงเนลลี เมลบา (1861-1931) ตอนเธอมาพักที่ซาวอย

คืนหนึ่งในปี 1893 นักร้องชาวออสเตรเลียผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเรื่องมากชอบเรียกร้องความสนใจ บอกเอสคอฟฟิเอร์ว่าเธอชอบไอศกรีมแต่กินไม่ได้เพราะกลัวเส้นเสียงแข็ง พ่อครัวผู้ไม่เคยหวั่นเรื่องท้าทายตรงเข้าครัวและทดลองนําไอศกรีมมาผสมกับผลไม้และซอสชนิดต่างๆด้วยหวังว่าจะช่วยให้อาหารจานนี้ลดความเย็นลงบ้าง ไม่นานเขาก็เจอส่วนผสมที่เขาชอบนั่นคือพีชกับไอศกรีมวานิลลาราดซอสราสเบอร์รี่ (แม้บางตํานานบอกว่าเพิ่งมีการราดซอสในสูตรที่ปรับปรุงช่วงหลังๆ)

ต่อมาสุดยอดเชฟผู้นี้ก็เสิร์ฟอาหารที่คิดค้นใหม่อย่างเลิศหรูในน้ำแข็งแกะสลักรูปหงส์ โดยอ้างอิงจาก Lohengrin กับเรื่องราวของอัศวินหงส์ เมลบาหลงใหลอาหารจานนี้มากเสียจนไม่นานก็เรียกร้องร้านอาหารและโรงแรมทั่วโลกที่เธอไปเยือนให้ทํามันบ้าง นับแต่นั้นพีชเมลบาก็ได้รับความนิยมมากจนเมื่อไม่นานมานี้มีรายการแข่งขันทางโทรทัศน์ระดับประเทศรายการหนึ่งยกย่องให้มันติดอันดับอาหารยอดเยี่ยมของโลก ในขณะที่อเมริกาก็ประกาศให้วันที่ 13 มกราคมเป็นวันพีชเมลบาแห่งชาติ

ของหวานสุดโปรดประจําโรงเรียน: สปอตทิดดิ๊ก (Spotted dick)

spotted dick

ไม่มีหนังสือเกี่ยวกับอาหารดั้งเดิมของอังกฤษเล่มไหนจะสมบูรณ์ได้หากไม่วิเคราะห์ว่าทําไมพุดดิ้งชนิดนี้ถึงได้ชื่อว่าสปอตทิดดิ๊ก (spotted dick) เงื่อนงําแรกน่าจะอยู่ที่เครื่องปรุงอย่างหนึ่งนั่นคือลูกเกดเม็ดเล็ก (curant) เพราะทําให้เกิดจุดหรือ “สปอต” (spot) เงื่อนงําที่สองมาจากรูปร่างของอาหารจานนี้ แป้งซูเอตถูกนําไปม้วนเป็นทรงไส้กรอก ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อเล่นว่าสปอตทิดด๊อก (spotted dog) คล้ายกับที่ไส้กรอกแฟรงก์เฟอร์เตอร์ ดูคล้ายสุนัขพันธุ์ดัชชุนด์

แต่เหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดมาจากที่มาของคําว่า “ดิ๊ก” (dick) ซึ่งก็เหมือน “ด๊อก” (dog) และ “ดัฟ” (duff) นั่นคือเป็นชื่ออย่างไม่เป็นทางการของ “พุดดิ้ง” อันที่จริงเป็นเรื่องที่มองออกได้ง่ายว่าทําไมเมื่อเวลาผ่านไปคําว่า “pudding” อาจกร่อนเป็น “puddink” และ “puddick” จากนั้นก็หดเหลือแค่ “dick” ทั้งนี้สูตรทํา “สปอตทิดดิ๊ก” ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1850

ในไอร์แลนด์ อาหารจานนี้ทําจากขนมปังโซดาหวานผสมลูกเกด ทั้งเม็ดเล็กและเม็ดใหญ่ (raisin) มีหลายชื่อด้วยกันทั้งเรลเวย์เค้ก (railway cake) สปอตทิดด๊อก สปอตทิดดิ๊ก หรือแม้แต่สปอตทิดมิก (spotted mick) พุดดิ้งชนิดนี้ยังคงได้รับความนิยมทั้งในอังกฤษและไอร์แลนด์ แม้จะมีการ เคลื่อนไหวรณรงค์ในหมู่สุภาพชนให้เปลี่ยนชื่อมันเป็น “สปอตทิดริชาร์ด” (spotted Richard) ก็ตาม (ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ริชาร์ด” มักถูกเรียกเป็นชื่อเล่นว่า “ดิ๊ก” และดิ๊กยังเป็นสแลงหมายถึงอวัยวะเพศชายอีกด้วย)

เครปซูแซตต์: แพนเค้กสําหรับเจ้าชาย?

 เครปซูแซตต์ (Crepes Suzette)

เครปซูแซตต์ (Crepes Suzette) คือแพนเค้กราดเหล้ากรองด์มาร์เนียร์แล้วจุดไฟ อาหารจานนี้ก็เหมือนอาหารจานเด็ดของโลกอีกหลายชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ เหตุการณ์เกิดขึ้นที่คาเฟเดอปารีในมอนติคาร์โล ระหว่างที่เจ้าชายแห่งเวลส์ผู้ขึ้นชื่อเรื่องเป็นเสือผู้หญิงมาประทับที่นี่ในปี 1895 พระองค์กําลังเสวยอาหารกับหนึ่งในสาวคนรัก ตอนนั้นพนักงานเสิร์ฟวัย 14 ปีชื่อ อองรี ชาปองติเอร์ (Henri Charpentier, 1880-1961) ทําพลาดขณะเตรียมอาหารให้เจ้าชาย

ชาปองติเอร์บรรยายถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นในหนังสืออัตชีวประวัติ Life ala Henri ซึ่งตีพิมพ์ในทศวรรษ 1940 ว่าเหล้าติดไฟโดยที่ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจขณะจัดจานอยู่หน้าถาดอุ่นอาหาร ข้าพเจ้าคิดว่าทําเสียเรื่องแล้ว เจ้าชายกับพระสหายกําลังรออยู่ข้าพเจ้าจะเริ่มทําใหม่ทั้งหมดได้อย่างไร? ข้าพเจ้าจึงเลยลองชิมดูและคิดว่ามันเป็นรสชาติหวานที่ผสมผสานกันได้อร่อยที่สุดเท่าที่เคยลิ้มรสมา กระทั่งตอนนี้ข้าพเจ้าก็ยังคิดเช่นนั้น เปลวไฟที่ลุกขึ้นโดยไม่ตั้งใจคือสิ่งที่หลอมรวมส่วนประกอบทั้งหมดให้เป็นรสชาติผสมผสานนี้

เจ้าชายเสวยแพนเค้กด้วยส้อมแต่ใช้ช้อนตักน้ำเชื่อมที่เหลือ ครั้นพระองค์ตรัสถามว่าสิ่งที่เพิ่งเสวยไปอย่างเพลิดเพลินนี้ชื่ออะไร ข้าพเจ้าก็ทูลตอบว่าชื่อ เครปโอแปรงซ์ (Crepes au Prince) เจ้าชายทรงรู้ว่านี่คืออาหารที่ทําขึ้นเพื่อพระองค์ แต่ก็ทรงแกล้งทักท้วงด้วยท่าทีขึงขังว่ามีสุภาพสตรีอยู่ด้วย เธอตกใจและลุกขึ้นยืนคลี่ชายกระโปรงเพื่อถอนสายบัว เจ้าชายตรัสต่อว่า “เปลี่ยนจากเครปโอแปรงซ์เป็นเครปซูแซตต์แทนได้ไหม” อาหารดังกล่าวจึงถือกําเนิดและได้ชื่อนี้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าแค่ได้ชิมคําเดียวก็อาจเปลี่ยนมนุษย์กินคนให้กลายเป็นสุภาพบุรุษผู้มีอารยธรรมได้ วันต่อมาข้าพเจ้าได้รับของขวัญจากเจ้าชาย เป็นแหวนประดับอัญมณี หมวกปานามา และไม้เท้า

พุดดิ้งเนสเซลโรเดอ ของทวัญของนักการทูต

Nesselrode pudding

พุดดิ้งยอดนิยมนี้เป็นของหวานรสเย็นฉ่ำทําจากครีมคัสตาร์ด เนื้อครีมผสมเชสต์นตบดและผลไม้เชื่อม ว่ากันว่าคิดค้นขึ้นในปี 1814 โดยเชฟนักเดินทางของเคาน์ตคาร์ล ฟอน เนสเซลโรเดอ (Count Karl von Nesselrode, 1780-1862) นักการทูตและนักชิมคนสําคัญชาวรัสเซีย เห็นได้ชัดว่าเนสเซลโรเดอสนใจเชสต์นัตมากพอๆกับที่ปาร์มองติเยร์สนใจมันฝรั่ง เพราะมีชื่อของเขาปรากฏอยู่ในชื่อของหวานทําจากเชสต์นัตแทบทุกครั้ง ทั้งพายเนสเซลโรเดอ ทาร์ตเนสเซลโรเดอ และบอมเบอเนสเซลโรเดอ (ฺBombe Nesselrode) ทั้งหมดนี้ล้วนมีเชสต์นัตเป็นส่วนประกอบ

ฟอนเนสเซลโรเดอเป็นบุตรชายของเคาน์ตผู้หนึ่งแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เขาเริ่มทํางานด้านการทูตระหว่างสงครามนโปเลียน เมื่อซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ทรงส่งเขาไปเป็นทูตที่เบอร์ลินโดยมีภารกิจคอยรายงานการเคลื่อนไหวของกองทัพฝรั่งเศส ในปี 1814 เขาได้เลื่อนตําแหน่งเป็นนักการทูตอาวุโสและทําหน้าที่หัวหน้าตัวแทนรัสเซียอย่างเป็นทางการที่การประชุมใหญ่แห่งเวียนนา (Congress of Vienna)

40 ปี ถัดมาเขาโดดเด่นในฐานะรัฐบุรุษคนสําคัญของยุโรปและเป็นตัวแปรหลักของการเมืองในภูมิภาคนี้ แต่การที่เขาพยายามขยายอาณาจักรรัสเซียเข้าไปในดินแดนที่เคยเป็นของจักรวรรดิออตโตมันซึ่งเสื่อมอํานาจลงเรื่อยๆได้นําไปสู่สงครามไครเมีย (Crimean War, 1853-1856) ก่อให้ เกิดความเสียหายมากมายและเป็นสงครามที่ไม่มีความจําเป็นต้องก่อขึ้นเลยสักนิด

นี่หมายความว่าเนสเซลโรเดอต้องรับผิดชอบ (โดยอ้อม) ต่อชัยชนะครั้งใหญ่ (หรือการพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ ขึ้นอยู่กับว่าคุณสนับสนุนฝ่ายไหน) รวมถึงยุทธการที่บาลาคลาวา (Battle of Balaclava) และชัยชนะใน ภาพรวมของอังกฤษแม้ว่าทหารอังกฤษจะเสียชีวิตไปมากในการรบครั้งนี้ (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet

Life is short, eat dessert first! ประวัติของเมนูขนมหวานที่เรารัก ตอนที่ 1

พาฟโลวา: ของหวานเย็นๆที่ทําให้เกิดการโต้เถียงเผ็ดร้อน

pavlova

แอนนา พาฟโลวา (1881-1931) อาจเป็นนักเต้นบัลเลต์ผู้โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์การเต้นรํา ชื่อของเธอแทบจะมีความหมายเดียวกับทบาทอันตราตรึงที่สุดของบัลเลต์ นั่นคือบทหงส์ใกล้ตาย (Dying Swan) ซึ่งคิดขึ้นให้เธอโดยเฉพาะระหว่างเป็นนักเต้นดาวเด่นของคณะอิมพีเรียล รัสเซียนบัลเลต์ (Imperial Russian Ballet) พาฟโลวาตกหลุมรักการเต้นบัลเลต์ตอนอายุแค่ 8 ขวบหลังชมการแสดงบัลเลต์เรื่อง The Sleeping Beauty แม่พาเธอไปทดสอบคัดตัวเข้าโรงเรียนบัลเลต์อิมพีเรียล (Imperial Ballet School) แต่ตอนนั้นเธอร่างกายอ่อนแอและตัวเล็กกว่าอายุจึงต้อง รอถึง 3 ปีจึงจะได้เข้าเรียน อย่างไรก็ตามพอได้เข้าเรียนเธอก็ฝึกหนักและเข้ารับการฝึกสอนพิเศษจนในปี 1899 นักเต้นบัลเลต์ร่างเล็กคนนี้ก็จบการศึกษาด้วยวัย 18 ปี Continue reading Life is short, eat dessert first! ประวัติของเมนูขนมหวานที่เรารัก ตอนที่ 1

ตํานานวีนัส (Venus) หรือเทพีอโฟรไดตี เทพีแห่งความรัก ตอนที่ 2

แอโดนิส

ตํานานวีนัส (Venus) หรือเทพีอโฟรไดตี เทพีแห่งความรัก ตอนที่ 2

นอกจากวีนัสจะมีเทพใหญ่หลายองค์เป็นคู่นอน เธอยังมีชู้รักเป็นมนุษย์อีกด้วย ที่สําคัญพอเล่าถึงเป็นเรื่องเป็นราวได้ก็มีสักคนสองคน (ที่ไม่เป็นเรื่องเป็นราวไม่นับ) เช่น อโดนิส-Adonis ต้นเรื่องมีว่า ราชาแห่งไซปรัส ซินีราส-Cinyras มีลูกสาวหนึ่งในหลายคนชื่อว่าเมอร์ร่า-Myrrha (บางที่เรียก สเมอร์น่า-Smyrna) นางคนนี้ถูกเทพีวีนัสสาปและบีบบังคับให้มีจิตวิปริต ต้องการมีความสัมพันธ์กับพ่อของตัวเอง และด้วยความช่วยเหลือของพี่เลี้ยง นางเมอร์ว่าสามารถล่อหลอกให้พระบิดาของตนมามีความสัมพันธ์ด้วยถึง 11 คืน ครั้นพอถึงคนที่ 12 ซินีราสจับได้ว่าถูกลูกสาวหลอก ด้วยความละอายราชาจึงคว้าดาบไล่ฆ่านาง เมอร์ร่าต้องหนีหัวซุกหัวซุนเข้าป่า และด้วยความสงสารของเทพว่าสิ่งที่เกิดไม่ใช่เพราะนิสัยของนางทําไปเพราะโดนสาปจึงเข้าแทรกกลางเปลี่ยนร่างของนางให้กลายเป็นต้นเมอร์-Myrrh tree Continue reading ตํานานวีนัส (Venus) หรือเทพีอโฟรไดตี เทพีแห่งความรัก ตอนที่ 2

ตํานานวีนัส (Venus) หรือเทพีอโฟรไดตี เทพีแห่งความรัก ตอนที่ 1

Venus

ดาวศุกร์ โคจรห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลําดับที่ 2 และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ราว 108.2 ล้านกิโลเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12,104 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 224 วัน แต่มันกลับหมุนรอบตัวเองช้ากว่าการเดินทางรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลาถึง 243 วัน (เป็นดาวที่หมุนตามเข็มนาฬิกา ส่วนใหญ่หมุนทวนเข็มนาฬิกาหมด นักดาราศาสตร์จึงสันนิษฐานว่าแกนของมันคงเอียงจนเกือบกลับหัว) มวลของดาวศุกร์คือหินและโลหะ บรรยากาศประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นส่วนใหญ่ Continue reading ตํานานวีนัส (Venus) หรือเทพีอโฟรไดตี เทพีแห่งความรัก ตอนที่ 1

ตํานานไดอาน่า หรือเทพีอาร์เทมิส (Artemis) เทพีแห่งดวงจันทร์

ตํานานไดอาน่า หรือเทพีอาร์เทมิส (Artemis) เทพีแห่งดวงจันทร์

ดวงจันทร์ เป็นบริวารเพียงดวงเดียวของโลกและมีขนาดเล็กกว่ามาก มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3,475 กิโลเมตร มันโคจรรอบโลกและอยู่ห่างราว 384,000 กิโลเมตร หมุนรอบตัวเองใช้เวลาประมาณ 27.3 วัน มวลของดวงจันทร์คือหินและโลหะ บรรยากาศประกอบด้วยฮีเลียมเป็นส่วนใหญ่ Continue reading ตํานานไดอาน่า หรือเทพีอาร์เทมิส (Artemis) เทพีแห่งดวงจันทร์

ตำนานอพอลโล (Apollo) เทพแห่งแสงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์ ตอนที่ 2

ตำนานอพอลโล (Apollo) เทพแห่งแสงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์ ตอนที่ 2

วามรักของอพอลโล

ภาพของอพอลโลที่ชาวกรีกว่าไว้เป็นเทพบุตรหนุ่มรูปงามผมหยักเป็นหลอดยาว เรียกว่าเป็นตัวแทนของเพศชายกรีกที่งามที่สุดก็ว่าได้ แต่แม้ว่าจะหล่อเหลา อารมณ์ของเทพก็เข้าขั้นเลือดเดือดไม่เบา จนมักเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องผจญภัยหลายครั้ง อพอลโลมีความรักมากมายกับผู้หญิงมากหน้าพอๆกับพระบิดาซูส ทั้งพวกที่เป็นชั้นเทพ ชั้นเทพีชั้นรอง และมนุษย์ ไม่ว่าหญิงหรือชายอีกต่างหาก Continue reading ตำนานอพอลโล (Apollo) เทพแห่งแสงอาทิตย์ และดวงอาทิตย์ ตอนที่ 2