Life is short, eat dessert first! ประวัติของเมนูขนมหวานที่เรารัก ตอนที่ 2

ออเรนจ์ฟูลของสโมสรบูเดิลที่มีแต่สุภาพบุรุษเท่านั้นที่ได้ลองลิ้มชิมรส

ออเรนจ์ฟูลของบูเดิล (Boodle's orange fool)

“สุภาพบุรุษ” ตามความหมายในศตวรรษที่ 17-19 คือผู้ชายที่มีฐานะเลี้ยงตัวได้ มีชีวิตสุขสบายจากมรดกตกทอดก้อนใหญ่ กิจกรรมของสุภาพบุรุษในยุคสงบสุขคือออกงานสังคมและเล่นการพนัน ไม่เคยต้องทํางานจริงจัง ก่อนสโมสรไวต์สเปิดกิจการในปี 1693 บรรดาสุภาพบุรุษจะรวมตัวกันเล่นไพ่และดื่มตามร้านเหล้าซึ่งมีชื่อเสียงฉาวโฉ่มากน้อยต่างกันไป สโมสรสุภาพบุรุษแห่งแรกนี้เป็นสถานที่พักพิงสําหรับชาวอังกฤษชั้นกลางค่อนไปทางสูง รวมทั้งเป็นที่รับประทานอาหารและสังสรรค์ของผู้ชาย (ไม่รับผู้หญิงเด็ดขาด) ที่มีสถานะทางสังคมเท่าเทียมกัน สโมสรไวด์สประสบความสําเร็จอย่างรวดเร็ว กลายเป็นสถานที่สําหรับสมาชิกในวงจํากัดและยากจะเข้าร่วม ต้อนรับเฉพาะคนรวยลอยชายเท่านั้น ใครที่มีงานการรวมถึงผู้พิพากษาอาวุโสและนักการเมืองไม่มีสิทธิ์เข้าร่วม

เจ็ดสิบปีต่อมา วิลเลียม เพตตี เอิร์ลแห่งเชลเบิร์นคนที่ 2 (William Petty, 2nd Earl of Shelburne, 1737-1805) ว่าที่นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรตัดสินใจตั้งสโมสรของตนเอง เชลเบิร์นต้องการสิ่งที่แตกต่างนั่นคือสโมสรของพรรคทอรี (Tory) หรือเป็นสถานที่ให้บรรดาสุภาพบุรุษได้มาถกเรื่องการเมืองและเล่นไพ่กัน สถานที่แห่งนี้บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมโดยหัวหน้าบริกรผู้สูขุมของลอร์ดเชลเบิร์นชื่อ เอดเวิร์ด บูเดิล (Edward Boodle) และชื่อของเขาก็กลายเป็นชื่อสโมสร แน่นอนว่าบูเดิลไม่ใช่สุภาพบุรุษตามความหมายสมัยนั้น แต่เขาเป็นคนสนิทของพวกสุภาพบุรุษ

ไม่นานสโมสรบูเดิลก็มีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วในฐานะสโมสรที่ไม่มีเรื่องอื้อฉาวใดๆ แม้แต่เหรียญยังสะอาดหมดจดเพราะนําไปต้มก่อนให้สมาชิก ที่นั่นมีกฎกติกาเคร่งครัด ผู้รับใช้ต้องสวมกางเกงขี่ม้ายาวแค่เข่าสีดํา หากใครต้องการกินอาหารในชุดที่ไม่เหมาะสมก็ต้องไปใช้บริการห้องอาหารที่ไม่เป็นทางการชื่อ “ห้องสกปรก” และที่นี่ก็เหมือนสโมสรไวต์สตรงที่ไม่ต้อนรับผู้หญิงยกเว้นคนที่ มาทําความสะอาด ลักษณะอันเป็นทางการทั้งยังน่านับถือเหล่านี้ทําให้เมื่อเวลาผ่านไปสโมสรบูเดิลก็กลายเป็นสโมสรตัวอย่างสําหรับสุภาพบุรุษ ถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นป้อมปราการอันไม่อาจบุกทะลวงได้สําหรับท่านชายเลยทีเดียว

ในบทละครเรื่อง An Ideal Husband (1895) ของ ออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wide) ลอร์ดกอริง (Lord Goring) ผู้เป็นชายโสดขึ้นคานถูกมองว่าเป็น “ผลิตผลของสโมสรบูเดิล” และคู่ปรับเพศหญิงอย่างมิสซิสเซเวลีย์ (Mrs Cheveley) ก็ใช้คําพูดจิกกัดโดยบอกว่าเขาสะท้อน “ข้อดีเด่นทุก ประการของสถาบันแห่งนี้”

เมื่อเวลาผ่านไปสโมสรบูเดิลก็ยังคงเป็นหนึ่งในสโมสรสุภาพบุรุษที่มีชื่อเสียงที่สุด ในบรรดาผู้มีชื่อเสียงที่เกี่ยวพันกับสโมสรแห่งนี้มี เอียน เฟลมิง รวมอยู่ด้วย เขาเป็นสมาชิกและใช้สโมสรบูเดิลเป็นต้นแบบของสโมสรเบลดส์ที่ เจมส์ บอนด์ เป็นสมาชิก อาหารจานเด็ดของที่นี่ก็ขึ้นชื่อเช่นกัน ออเรนจ์ฟูลของบูเดิล (Boodle’s orange fool) ทั้งหวานมัน ให้ความอุ่นใจ และอร่อยเลิศล้ำไม่ผิดจากตัวสโมสร มันทําจากเค้กฟองน้ำเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นคั่นด้วยวิปครีมผสมเปลือกส้มกับเปลือกเลมอน ดูโดยรวมแล้วเหมือนทรัยเฟิลมากกว่าฟูล ปัจจุบันหากินได้ทั่วไปไม่เกี่ยงเพศและชนชั้น

พีชเมลบา: พุดดิ้งที่ทําให้ดีวาละลาย

พีชเมลบา

ออกุสต์ เอสคอฟฟิเอร์ (1846-1935) เป็นเชฟชาวฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นเจ้าของร้านอาหารและนักเขียน เขาคือบุคคลสําคัญในวิวัฒนาการอาหารฝรั่งเศสสมัยใหม่ ในทศวรรษ 1880 เขาร่วมมือกับบุคคลผู้มีชื่อเสียงพอๆกันคือ เซซาร์ ริตซ์ (Cesar Ritz ผู้ก่อตั้งโรงแรมริตซ์ในลอนดอน) บริหาร โรงแรมซาวอยตามคําเชิญของ ริชาร์ด ดิออยลี่ คาร์ต เอสคอฟฟิเอร์คิดค้นอาหารสุดแสนโด่งดังหลายจานที่นั่น

นอกเหนือจากเป็นพ่อครัวที่คนยกย่องกันมากที่สุดในลอนดอนช่วงทศวรรษ 1890 แล้วเอสคอฟฟิเอร์ยังเป็นแฟนโอเปราตัวยงด้วย ตํานานเล่าว่าเขาผูกมิตรกับหนึ่งในนักร้องโอเปราผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยนั้นอย่างคุณหญิงเนลลี เมลบา (1861-1931) ตอนเธอมาพักที่ซาวอย

คืนหนึ่งในปี 1893 นักร้องชาวออสเตรเลียผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเรื่องมากชอบเรียกร้องความสนใจ บอกเอสคอฟฟิเอร์ว่าเธอชอบไอศกรีมแต่กินไม่ได้เพราะกลัวเส้นเสียงแข็ง พ่อครัวผู้ไม่เคยหวั่นเรื่องท้าทายตรงเข้าครัวและทดลองนําไอศกรีมมาผสมกับผลไม้และซอสชนิดต่างๆด้วยหวังว่าจะช่วยให้อาหารจานนี้ลดความเย็นลงบ้าง ไม่นานเขาก็เจอส่วนผสมที่เขาชอบนั่นคือพีชกับไอศกรีมวานิลลาราดซอสราสเบอร์รี่ (แม้บางตํานานบอกว่าเพิ่งมีการราดซอสในสูตรที่ปรับปรุงช่วงหลังๆ)

ต่อมาสุดยอดเชฟผู้นี้ก็เสิร์ฟอาหารที่คิดค้นใหม่อย่างเลิศหรูในน้ำแข็งแกะสลักรูปหงส์ โดยอ้างอิงจาก Lohengrin กับเรื่องราวของอัศวินหงส์ เมลบาหลงใหลอาหารจานนี้มากเสียจนไม่นานก็เรียกร้องร้านอาหารและโรงแรมทั่วโลกที่เธอไปเยือนให้ทํามันบ้าง นับแต่นั้นพีชเมลบาก็ได้รับความนิยมมากจนเมื่อไม่นานมานี้มีรายการแข่งขันทางโทรทัศน์ระดับประเทศรายการหนึ่งยกย่องให้มันติดอันดับอาหารยอดเยี่ยมของโลก ในขณะที่อเมริกาก็ประกาศให้วันที่ 13 มกราคมเป็นวันพีชเมลบาแห่งชาติ

ของหวานสุดโปรดประจําโรงเรียน: สปอตทิดดิ๊ก (Spotted dick)

spotted dick

ไม่มีหนังสือเกี่ยวกับอาหารดั้งเดิมของอังกฤษเล่มไหนจะสมบูรณ์ได้หากไม่วิเคราะห์ว่าทําไมพุดดิ้งชนิดนี้ถึงได้ชื่อว่าสปอตทิดดิ๊ก (spotted dick) เงื่อนงําแรกน่าจะอยู่ที่เครื่องปรุงอย่างหนึ่งนั่นคือลูกเกดเม็ดเล็ก (curant) เพราะทําให้เกิดจุดหรือ “สปอต” (spot) เงื่อนงําที่สองมาจากรูปร่างของอาหารจานนี้ แป้งซูเอตถูกนําไปม้วนเป็นทรงไส้กรอก ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อเล่นว่าสปอตทิดด๊อก (spotted dog) คล้ายกับที่ไส้กรอกแฟรงก์เฟอร์เตอร์ ดูคล้ายสุนัขพันธุ์ดัชชุนด์

แต่เหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดมาจากที่มาของคําว่า “ดิ๊ก” (dick) ซึ่งก็เหมือน “ด๊อก” (dog) และ “ดัฟ” (duff) นั่นคือเป็นชื่ออย่างไม่เป็นทางการของ “พุดดิ้ง” อันที่จริงเป็นเรื่องที่มองออกได้ง่ายว่าทําไมเมื่อเวลาผ่านไปคําว่า “pudding” อาจกร่อนเป็น “puddink” และ “puddick” จากนั้นก็หดเหลือแค่ “dick” ทั้งนี้สูตรทํา “สปอตทิดดิ๊ก” ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1850

ในไอร์แลนด์ อาหารจานนี้ทําจากขนมปังโซดาหวานผสมลูกเกด ทั้งเม็ดเล็กและเม็ดใหญ่ (raisin) มีหลายชื่อด้วยกันทั้งเรลเวย์เค้ก (railway cake) สปอตทิดด๊อก สปอตทิดดิ๊ก หรือแม้แต่สปอตทิดมิก (spotted mick) พุดดิ้งชนิดนี้ยังคงได้รับความนิยมทั้งในอังกฤษและไอร์แลนด์ แม้จะมีการ เคลื่อนไหวรณรงค์ในหมู่สุภาพชนให้เปลี่ยนชื่อมันเป็น “สปอตทิดริชาร์ด” (spotted Richard) ก็ตาม (ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ริชาร์ด” มักถูกเรียกเป็นชื่อเล่นว่า “ดิ๊ก” และดิ๊กยังเป็นสแลงหมายถึงอวัยวะเพศชายอีกด้วย)

เครปซูแซตต์: แพนเค้กสําหรับเจ้าชาย?

 เครปซูแซตต์ (Crepes Suzette)

เครปซูแซตต์ (Crepes Suzette) คือแพนเค้กราดเหล้ากรองด์มาร์เนียร์แล้วจุดไฟ อาหารจานนี้ก็เหมือนอาหารจานเด็ดของโลกอีกหลายชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ เหตุการณ์เกิดขึ้นที่คาเฟเดอปารีในมอนติคาร์โล ระหว่างที่เจ้าชายแห่งเวลส์ผู้ขึ้นชื่อเรื่องเป็นเสือผู้หญิงมาประทับที่นี่ในปี 1895 พระองค์กําลังเสวยอาหารกับหนึ่งในสาวคนรัก ตอนนั้นพนักงานเสิร์ฟวัย 14 ปีชื่อ อองรี ชาปองติเอร์ (Henri Charpentier, 1880-1961) ทําพลาดขณะเตรียมอาหารให้เจ้าชาย

ชาปองติเอร์บรรยายถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นในหนังสืออัตชีวประวัติ Life ala Henri ซึ่งตีพิมพ์ในทศวรรษ 1940 ว่าเหล้าติดไฟโดยที่ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจขณะจัดจานอยู่หน้าถาดอุ่นอาหาร ข้าพเจ้าคิดว่าทําเสียเรื่องแล้ว เจ้าชายกับพระสหายกําลังรออยู่ข้าพเจ้าจะเริ่มทําใหม่ทั้งหมดได้อย่างไร? ข้าพเจ้าจึงเลยลองชิมดูและคิดว่ามันเป็นรสชาติหวานที่ผสมผสานกันได้อร่อยที่สุดเท่าที่เคยลิ้มรสมา กระทั่งตอนนี้ข้าพเจ้าก็ยังคิดเช่นนั้น เปลวไฟที่ลุกขึ้นโดยไม่ตั้งใจคือสิ่งที่หลอมรวมส่วนประกอบทั้งหมดให้เป็นรสชาติผสมผสานนี้

เจ้าชายเสวยแพนเค้กด้วยส้อมแต่ใช้ช้อนตักน้ำเชื่อมที่เหลือ ครั้นพระองค์ตรัสถามว่าสิ่งที่เพิ่งเสวยไปอย่างเพลิดเพลินนี้ชื่ออะไร ข้าพเจ้าก็ทูลตอบว่าชื่อ เครปโอแปรงซ์ (Crepes au Prince) เจ้าชายทรงรู้ว่านี่คืออาหารที่ทําขึ้นเพื่อพระองค์ แต่ก็ทรงแกล้งทักท้วงด้วยท่าทีขึงขังว่ามีสุภาพสตรีอยู่ด้วย เธอตกใจและลุกขึ้นยืนคลี่ชายกระโปรงเพื่อถอนสายบัว เจ้าชายตรัสต่อว่า “เปลี่ยนจากเครปโอแปรงซ์เป็นเครปซูแซตต์แทนได้ไหม” อาหารดังกล่าวจึงถือกําเนิดและได้ชื่อนี้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าแค่ได้ชิมคําเดียวก็อาจเปลี่ยนมนุษย์กินคนให้กลายเป็นสุภาพบุรุษผู้มีอารยธรรมได้ วันต่อมาข้าพเจ้าได้รับของขวัญจากเจ้าชาย เป็นแหวนประดับอัญมณี หมวกปานามา และไม้เท้า

พุดดิ้งเนสเซลโรเดอ ของทวัญของนักการทูต

Nesselrode pudding

พุดดิ้งยอดนิยมนี้เป็นของหวานรสเย็นฉ่ำทําจากครีมคัสตาร์ด เนื้อครีมผสมเชสต์นตบดและผลไม้เชื่อม ว่ากันว่าคิดค้นขึ้นในปี 1814 โดยเชฟนักเดินทางของเคาน์ตคาร์ล ฟอน เนสเซลโรเดอ (Count Karl von Nesselrode, 1780-1862) นักการทูตและนักชิมคนสําคัญชาวรัสเซีย เห็นได้ชัดว่าเนสเซลโรเดอสนใจเชสต์นัตมากพอๆกับที่ปาร์มองติเยร์สนใจมันฝรั่ง เพราะมีชื่อของเขาปรากฏอยู่ในชื่อของหวานทําจากเชสต์นัตแทบทุกครั้ง ทั้งพายเนสเซลโรเดอ ทาร์ตเนสเซลโรเดอ และบอมเบอเนสเซลโรเดอ (ฺBombe Nesselrode) ทั้งหมดนี้ล้วนมีเชสต์นัตเป็นส่วนประกอบ

ฟอนเนสเซลโรเดอเป็นบุตรชายของเคาน์ตผู้หนึ่งแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เขาเริ่มทํางานด้านการทูตระหว่างสงครามนโปเลียน เมื่อซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ทรงส่งเขาไปเป็นทูตที่เบอร์ลินโดยมีภารกิจคอยรายงานการเคลื่อนไหวของกองทัพฝรั่งเศส ในปี 1814 เขาได้เลื่อนตําแหน่งเป็นนักการทูตอาวุโสและทําหน้าที่หัวหน้าตัวแทนรัสเซียอย่างเป็นทางการที่การประชุมใหญ่แห่งเวียนนา (Congress of Vienna)

40 ปี ถัดมาเขาโดดเด่นในฐานะรัฐบุรุษคนสําคัญของยุโรปและเป็นตัวแปรหลักของการเมืองในภูมิภาคนี้ แต่การที่เขาพยายามขยายอาณาจักรรัสเซียเข้าไปในดินแดนที่เคยเป็นของจักรวรรดิออตโตมันซึ่งเสื่อมอํานาจลงเรื่อยๆได้นําไปสู่สงครามไครเมีย (Crimean War, 1853-1856) ก่อให้ เกิดความเสียหายมากมายและเป็นสงครามที่ไม่มีความจําเป็นต้องก่อขึ้นเลยสักนิด

นี่หมายความว่าเนสเซลโรเดอต้องรับผิดชอบ (โดยอ้อม) ต่อชัยชนะครั้งใหญ่ (หรือการพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ ขึ้นอยู่กับว่าคุณสนับสนุนฝ่ายไหน) รวมถึงยุทธการที่บาลาคลาวา (Battle of Balaclava) และชัยชนะใน ภาพรวมของอังกฤษแม้ว่าทหารอังกฤษจะเสียชีวิตไปมากในการรบครั้งนี้ (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet